โดนภาษีย้อนหลัง ต้องทำอย่างไร? วิธีรับมือเมื่อถูกสรรพากรตรวจสอบภาษี

การถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลังไม่ได้หมายความว่ากิจการผิดทันที แต่ต้องตรวจสอบแบบภาษี รายได้ ค่าใช้จ่าย VAT ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และเอกสารประกอบให้ตรงกัน มาดูว่าควรเตรียมตัวและรับมืออย่างไรเมื่อได้รับหนังสือจากกรมสรรพากร

โดนภาษีย้อนหลัง ต้องทำอย่างไร? วิธีรับมือเมื่อถูกสรรพากรตรวจสอบภาษี

เมื่อได้รับหนังสือจากกรมสรรพากร หลายกิจการมักเรียกรวม ๆ ว่า “โดนภาษีย้อนหลัง” แต่ในความเป็นจริงอาจอยู่ในขั้นตอนที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การขอข้อมูลเพิ่มเติม การตรวจสอบเอกสาร การออกหมายเรียก ไปจนถึงการแจ้งประเมินภาษี ดังนั้น การได้รับหนังสือจากสรรพากร ไม่ได้หมายความว่ากิจการมีภาษีต้องจ่ายเพิ่มแน่นอน
สิ่งแรกที่ควรทำคือดูให้ชัดว่า หนังสือที่ได้รับเป็นเรื่องอะไร ตรวจปีไหน ตรวจภาษีประเภทใด และเจ้าหน้าที่ต้องการเอกสารหรือคำชี้แจงเรื่องใด

สรุปสั้น ๆ ถ้าโดนภาษีย้อนหลังควรทำอย่างไร?

ควรรวบรวมแบบภาษี งบการเงิน บัญชี รายได้ ค่าใช้จ่าย ใบกำกับภาษี หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย และหลักฐานธนาคาร แล้วเปรียบเทียบว่าข้อมูลแต่ละชุดตรงกันหรือไม่
หากได้รับ หนังสือแจ้งการประเมิน และไม่เห็นด้วยกับการประเมิน ผู้เสียภาษีมีสิทธิอุทธรณ์ โดยกรมสรรพากรระบุว่าต้องยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน

ภาษีย้อนหลังคืออะไร?

คำว่า “ภาษีย้อนหลัง” เป็นคำที่ใช้กันทั่วไปเพื่ออธิบายกรณีที่กรมสรรพากรตรวจสอบภาษีของรอบระยะเวลาที่ผ่านมา แล้วพบว่ามีภาษีที่ต้องชำระเพิ่มเติม
อาจเกิดจากหลายกรณี เช่น

  • ไม่ได้ยื่นแบบภาษี
  • ยื่นรายได้ไม่ครบ
  • คำนวณภาษีผิด
  • ใช้รายจ่ายที่ไม่มีหลักฐานเพียงพอ
  • VAT หรือภาษีหัก ณ ที่จ่ายไม่สอดคล้องกับเอกสาร
  • ตัวเลขในแบบภาษีไม่ตรงกับบัญชีหรืองบการเงิน
  • รายการทางบัญชีไม่ตรงกับข้อมูลที่หน่วยงานมี

สิ่งสำคัญคือ การตรวจสอบภาษี กับ การประเมินภาษีเพิ่ม เป็นคนละขั้นตอน กิจการอาจถูกตรวจสอบก่อน แล้วจึงพิจารณาจากเอกสารและข้อเท็จจริงว่ามีภาษีขาดจริงหรือไม่

ความรู้จากประสบการณ์ที่นำมาใช้กับทุกบทความ

ด้วยประสบการณ์ด้านบัญชีและภาษีมากกว่า 20 ปี KPCS Accounting นำความเข้าใจจากการดูแลธุรกิจจริงมาถ่ายทอดเป็นบทความด้านบัญชี ภาษี กฎหมายธุรกิจ
และเรื่องสำคัญสำหรับผู้ประกอบการเนื้อหาถูกจัดทำให้เข้าใจง่าย และเชื่อมโยงกับสถานการณ์ที่ผู้ประกอบการพบในการดำเนินธุรกิจ
เพื่อช่วยให้สามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจและเตรียมความพร้อมได้อย่างเหมาะสม

สรรพากรตรวจอะไรบ้าง?

สำหรับกิจการ บริษัท หรือห้างหุ้นส่วน การตรวจอาจเกี่ยวข้องกับข้อมูลหลายส่วนพร้อมกัน เช่น รายได้ตามบัญชีกับแบบภาษี ยอดขายกับ VAT ภาษีซื้อ เอกสารค่าใช้จ่าย ภาษีหัก ณ ที่จ่าย รายการธนาคาร ลูกหนี้ เจ้าหนี้ และสินค้าคงเหลือ วิธีตรวจหลายลักษณะ เช่น การตรวจเอกสาร การตรวจสินค้าคงเหลือ การสอบยันใบกำกับภาษี และการออกหมายเรียก ดังนั้นบัญชีที่ทำไว้เป็นระบบและมีเอกสารเชื่อมโยงกัน จะช่วยตอบคำถามของเจ้าหน้าที่ได้ง่ายกว่าการพยายามรวบรวมข้อมูลย้อนหลังเมื่อถูกเรียกตรวจแล้ว

ภาษีย้อนหลังตรวจได้กี่ปี?

คำถามนี้ ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับภาษีทุกประเภทและทุกกรณี
สำหรับการออกหมายเรียกตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19 กรณีผู้ยื่นแบบถูกสงสัยว่าแสดงรายการไม่ถูกต้องหรือไม่บริบูรณ์ โดยหลักมีระยะเวลา 2 ปีนับแต่วันที่ยื่นรายการ และในกรณีที่มีหลักฐานหรือเหตุอันควรสงสัยว่ามีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี สามารถขยายการออกหมายเรียกได้ แต่ไม่เกิน 5 ปี ตามเงื่อนไขของกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ภาษีมูลค่าเพิ่มและกรณีอื่นอาจมีบทบัญญัติเฉพาะของตนเอง จึงไม่ควรใช้คำว่า “สรรพากรตรวจย้อนหลังได้แค่ 2 ปี” เป็นกฎตายตัวทุกกรณี ตัวอย่างคำวินิจฉัยเกี่ยวกับ VAT ก็ใช้บทบัญญัติเฉพาะต่างจากมาตรา 19

ทำไมกิจการถึงถูกเรียกตรวจภาษี?

การถูกเรียกตรวจไม่จำเป็นต้องแปลว่ามีการหลีกเลี่ยงภาษี บางครั้งอาจเกิดจากข้อมูลที่กรมสรรพากรได้รับไม่สอดคล้องกัน เช่น ตัวเลขจากแบบภาษีหลายประเภทไม่ตรงกัน หรือมีรายการที่ต้องการคำอธิบายเพิ่มเติม ตัวอย่างเช่น บริษัทแสดงยอดขายในงบการเงินจำนวนหนึ่ง แต่ยอดที่ปรากฏในแบบ VAT หรือภาษีหัก ณ ที่จ่ายมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ เจ้าหน้าที่อาจขอเอกสารเพื่อดูสาเหตุของความแตกต่าง ความแตกต่างนั้นอาจมีเหตุผลทางบัญชีหรือภาษีที่อธิบายได้ จึงต้องตรวจข้อเท็จจริงก่อนสรุปว่าผิดหรือถูก

ทำไมกิจการถึงถูกเรียกตรวจภาษี?

อ่านข้อความทั้งฉบับก่อน และดูให้ชัดว่าเป็น หนังสือขอข้อมูล, หนังสือเชิญพบ, หมายเรียก, หรือ หนังสือแจ้งการประเมิน
เพราะผลและสิ่งที่ต้องดำเนินการต่างกัน จากนั้นควรตรวจสอบอย่างน้อย 4 ส่วน
ช่วงเวลาที่ตรวจ — ปีภาษีหรือเดือนภาษีใด
ประเภทภาษี — ภาษีเงินได้ VAT ภาษีหัก ณ ที่จ่าย หรืออื่น ๆ
รายการที่ถูกถาม — รายได้ ค่าใช้จ่าย เอกสาร หรือธุรกรรมใด
กำหนดเวลา — ต้องส่งเอกสารหรือดำเนินการภายในวันใด
อย่าปล่อยหนังสือไว้จนเลยกำหนด เพราะอาจกระทบสิทธิและขั้นตอนในการชี้แจงหรืออุทธรณ์ภายหลัง

ต้องเตรียมเอกสารอะไรเมื่อถูกตรวจภาษี?

เอกสารที่ต้องใช้ขึ้นอยู่กับประเด็นที่ถูกตรวจ แต่โดยทั่วไปควรเตรียมเอกสารให้เชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง เช่น

  • แบบภาษีที่เคยยื่น
  • งบการเงินและรายละเอียดประกอบ
  • สมุดบัญชีและบัญชีแยกประเภท
  • ใบกำกับภาษีซื้อและภาษีขาย
  • ใบเสร็จรับเงินและใบแจ้งหนี้
  • หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย
  • Statement ธนาคาร
  • สัญญา ใบสั่งซื้อ และใบส่ง
  • ของทะเบียนทรัพย์สิน
  • รายละเอียดสินค้าคงเหลือ
  • หลักฐานประกอบรายการผิดปกติหรือรายการจำนวนมาก

ไม่จำเป็นต้องยื่นเอกสารทุกอย่างที่มีโดยไม่มีระบบ ควรจัดตามประเด็นที่เจ้าหน้าที่สอบถาม และสามารถอธิบายที่มาของตัวเลขได้

ถ้าพบว่าบริษัทเคยยื่นภาษีผิดควรทำอย่างไร?

ก่อนดำเนินการแก้ไข ควรตรวจให้แน่ใจก่อนว่า ผิดตรงไหนและกระทบแบบใดบ้าง
ตัวเลขเดียวกันอาจเชื่อมโยงกับหลายระบบ เช่น
รายได้ในบัญชี
→ ภาษีเงินได้นิติบุคคล
→ VAT
→ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย
→ งบการเงิน
หากรีบแก้เพียงแบบใดแบบหนึ่งโดยไม่ตรวจระบบทั้งหมด อาจทำให้ข้อมูลแต่ละชุดยิ่งไม่ตรงกัน
จึงควรทำ reconciliation หรือตารางกระทบยอดก่อนว่า ตัวเลขเดิม ตัวเลขที่ถูกต้อง และผลต่างเกิดจากอะไร

ภาษีย้อนหลังมีเบี้ยปรับและเงินเพิ่มหรือไม่?

หากมีภาษีที่ไม่ได้ชำระภายในกำหนด อาจมี เงินเพิ่ม และในบางกรณีอาจมี เบี้ยปรับ เพิ่มจากภาษีที่ต้องชำระ กรมสรรพากรระบุว่ากรณีไม่ชำระภาษีภายในกำหนด อาจมีเงินเพิ่มในอัตรา 1.5% ต่อเดือนหรือเศษของเดือน และกรณีที่มีการตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ได้ยื่นแบบหรือชำระภาษีขาด อาจมีเบี้ยปรับตามกรณี ซึ่งมีหลักเกณฑ์เรื่องการลดหรืองดเบี้ยปรับด้วย
ดังนั้นยอดภาษีต้นไม่ได้เป็นตัวเลขเดียวที่ต้องพิจารณาเมื่อประเมินความเสี่ยงของภาษีย้อนหลัง

ถ้าไม่เห็นด้วยกับการประเมินภาษีทำอย่างไร?

อย่าเพิ่งคิดว่าต้องยอมรับยอดตามหนังสือทุกกรณี หากผู้เสียภาษีได้รับหนังสือแจ้งการประเมินและเห็นว่าการประเมินไม่ถูกต้อง สามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดได้ กรมสรรพากรกำหนดให้ยื่นอุทธรณ์ ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน จึงต้องตรวจวันที่รับเอกสารและดำเนินการภายในกำหนด เอกสาร หลักฐาน และคำอธิบายของรายการจึงมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะรายการที่มีมูลค่าสูงหรือมีข้อเท็จจริงซับซ้อน

ป้องกันภาษีย้อนหลังได้อย่างไร?

วิธีที่ดีที่สุดไม่ใช่รอให้ถูกเรียกตรวจแล้วค่อยจัดบัญชีใหม่ แต่ควรทำให้ข้อมูลทุกระบบสอดคล้องกันตั้งแต่แรก ก่อนยื่นภาษีแต่ละเดือนและแต่ละปี ควรตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างรายได้ ค่าใช้จ่าย VAT ภาษีหัก ณ ที่จ่าย บัญชีธนาคาร และงบการเงิน รวมถึงเก็บเอกสารประกอบให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ หากมีรายการที่ผิดปกติ เช่น รายรับก้อนใหญ่ เงินรับล่วงหน้า เงินกู้กรรมการ รายการระหว่างบริษัท หรือค่าใช้จ่ายที่ไม่มีเอกสารครบ ควรพิจารณาให้ชัดก่อนยื่นแบบ ไม่ควรรอจนเวลาผ่านไปหลายปีแล้วค่อยค้นหาหลักฐาน

สรุป

เมื่อกิจการถูกตรวจภาษีย้อนหลัง สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่าดูเพียงยอดเงินที่เจ้าหน้าที่ถาม แต่ต้องตรวจย้อนกลับทั้งระบบบัญชีและภาษี เริ่มจากดูว่าถูกตรวจเรื่องอะไร ปีไหน ภาษีประเภทใด จากนั้นรวบรวมเอกสาร กระทบยอดข้อมูล และอธิบายข้อแตกต่างด้วยหลักฐาน หากมีภาษีขาดจริง ควรคำนวณผลกระทบให้ครบทั้งภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม แต่หากไม่เห็นด้วยกับการประเมิน กฎหมายก็มีช่องทางอุทธรณ์และมีกำหนดเวลาที่ต้องรักษาไว้

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีย้อนหลัง

A: ขึ้นอยู่กับประเภทภาษีและข้อเท็จจริง ไม่ควรใช้ตัวเลขเดียวกับทุกกรณี สำหรับหมายเรียกตามมาตรา 19 โดยหลักมีระยะเวลา 2 ปีนับจากวันที่ยื่นรายการ และบางกรณีสามารถขยายได้ไม่เกิน 5 ปี แต่ VAT และภาษีบางประเภทมีบทบัญญัติเฉพาะของตนเอง

A: ไม่เสมอไป หนังสืออาจเป็นเพียงการขอข้อมูลหรือขั้นตอนตรวจสอบ ต้องดูประเภทหนังสือและผลการตรวจสอบก่อนว่าจะมีการประเมินภาษีเพิ่มเติมหรือไม่

A: ควรเตรียมแบบภาษี งบการเงิน บัญชี ใบกำกับภาษี เอกสารรายได้และค่าใช้จ่าย หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย Statement ธนาคาร และหลักฐานของรายการที่ถูกสอบถาม โดยจัดเอกสารให้เชื่อมโยงกับตัวเลขที่ยื่นไว้

A: หากมีภาษีที่ชำระล่าช้า อาจมีเงินเพิ่ม และบางกรณีอาจมีเบี้ยปรับเพิ่มเติม อัตราและวิธีคำนวณขึ้นอยู่กับประเภทภาษีและกรณีที่เกิดขึ้น

A: สามารถอุทธรณ์การประเมินได้ตามขั้นตอน โดยกรมสรรพากรกำหนดให้ยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน

ปรึกษาทีมงาน KPCS Accounting

แจ้งบริการที่ต้องการหรือข้อมูลเบื้องต้นของกิจการ ทีมงานจะติดต่อกลับเพื่อแนะนำบริการและประเมินขอบเขตงานที่เหมาะสม