ค่าเช่ารถยนต์กับภาษี ต้องดูอะไรบ้าง? VAT หัก ณ ที่จ่าย และรายจ่ายนิติบุคคล

ค่าเช่ารถยนต์เกี่ยวข้องทั้ง VAT ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และภาษีเงินได้นิติบุคคล สรุปว่าภาษีซื้อหักได้หรือไม่ ต้องหัก ณ ที่จ่ายเท่าไร และค่าเช่ารถยนต์เป็นรายจ่ายได้แค่ไหน

ค่าเช่ารถยนต์กับภาษี ต้องดูอะไรบ้าง? VAT หัก ณ ที่จ่าย และรายจ่ายนิติบุคคล

การเช่ารถยนต์มาใช้ในกิจการเป็นเรื่องปกติของหลายธุรกิจ ไม่ว่าจะใช้สำหรับผู้บริหาร ฝ่ายขาย งานบริการ หรือเดินทางติดต่อลูกค้า แต่เมื่อมองในด้านภาษี ค่าเช่ารถยนต์ไม่ได้มีเพียงเรื่องค่าใช้จ่ายของบริษัทเท่านั้น

ผู้ประกอบการยังต้องพิจารณาทั้ง ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และข้อจำกัดในการนำค่าเช่ารถยนต์มาถือเป็นรายจ่ายทางภาษี
โดยเฉพาะรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ซึ่งมีกฎภาษีเฉพาะที่ควรแยกออกจากรถประเภทอื่นให้ชัดเจน

สรุปค่าเช่ารถยนต์กับภาษีแบบเข้าใจง่าย

สำหรับรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน โดยทั่วไปมี 3 เรื่องหลักที่ควรตรวจสอบ

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

ภาษีซื้อจากค่าเช่ารถยนต์ประเภทดังกล่าว โดยทั่วไปเป็นภาษีซื้อต้องห้าม

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

ถ้าเข้าลักษณะ “ค่าเช่าทรัพย์สิน” โดยทั่วไปหัก 5%

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ค่าเช่าที่นำมาหักเป็นรายจ่ายทางภาษีมีข้อจำกัดสูงสุดตามกฎหมาย

กรมสรรพากรกำหนดให้ภาษีซื้อจากการ ซื้อ เช่าซื้อ เช่า หรือรับโอนรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารไม่เกิน 10 คน รวมถึงสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับรถประเภทดังกล่าว เป็นภาษีซื้อที่ไม่ให้นำไปหักจากภาษีขาย โดยมีข้อยกเว้นบางกิจการ เช่น ธุรกิจที่ให้เช่ารถยนต์ของตนเองโดยตรง

ความรู้จากประสบการณ์ที่นำมาใช้กับทุกบทความ

ด้วยประสบการณ์ด้านบัญชีและภาษีมากกว่า 20 ปี KPCS นำความเข้าใจจากการดูแลธุรกิจจริงมาถ่ายทอดเป็นบทความด้านบัญชี ภาษี กฎหมายธุรกิจ และเรื่องสำคัญสำหรับผู้ประกอบการเนื้อหาถูกจัดทำให้เข้าใจง่าย และเชื่อมโยงกับสถานการณ์ที่ผู้ประกอบการพบในการดำเนินธุรกิจ เพื่อช่วยให้สามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจและเตรียมความพร้อมได้อย่างเหมาะสม

ค่าเช่ารถยนต์หัก VAT ได้หรือไม่?

คำตอบคือ ต้องดูก่อนว่าเป็นรถประเภทใด หากเป็น รถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน และกิจการเช่ารถมาใช้ในการดำเนินงานทั่วไป ภาษีซื้อที่เกิดจากค่าเช่ารถยนต์ดังกล่าวโดยทั่วไป ไม่สามารถนำไปหักออกจากภาษีขายในการคำนวณ VAT ได้

กรมสรรพากรเคยวินิจฉัยโดยตรงในกรณีบริษัทเช่ารถยนต์นั่งแบบลิสซิ่งมาใช้ในกิจการว่า ภาษีซื้อจากค่าเช่ารถดังกล่าวเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5(6)
ดังนั้น การที่ผู้ให้เช่าออกใบกำกับภาษีให้ ไม่ได้หมายความว่าผู้เช่าจะนำ VAT ตามใบกำกับภาษีนั้นไปหักได้เสมอ

ประเด็นสำคัญคือ “มีใบกำกับภาษี” กับ “มีสิทธินำภาษีซื้อไปหัก” เป็นคนละเรื่องกัน

อินโฟกราฟฟิกอธิบายภาษีซื้อเกี่ยวกับรถยนต์และข้อยกเว้นกรณีที่กิจการบางประเภทสามารถหักภาษีซื้อได้ โดยต้องพิจารณาประเภทรถ ลักษณะกิจการ วัตถุประสงค์การใช้รถ และลักษณะสัญญา

ค่าเช่ารถยนต์เป็นรายจ่ายบริษัทได้เท่าไร?

สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เช่า รถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน เพื่อนำมาใช้ในกิจการ กฎหมายกำหนดข้อจำกัดในการนำค่าเช่ามาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ กรณีเช่าเป็นรายเดือนหรือรายปี ค่าเช่าส่วนที่เกิน 36,000 บาทต่อคันต่อเดือน ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ
หากเช่าเป็นรายวัน จำกัดที่ 1,200 บาทต่อคันต่อวัน และวงเงินดังกล่าว รวมภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย

ตัวอย่าง
บริษัทเช่ารถยนต์นั่งสำหรับผู้บริหาร โดยมีค่าเช่ารวม VAT แล้วเดือนละ 42,800 บาท
ในทางบัญชี บริษัทอาจบันทึกค่าใช้จ่ายตามรายการที่เกิดขึ้นจริง แต่เมื่อนำไปคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ต้องพิจารณาข้อจำกัดทางภาษี
สำหรับกรณีที่เข้าเงื่อนไขข้างต้น: รายจ่ายที่นำมาหักได้สูงสุด = 36,000 บาทต่อเดือน

ส่วนเกิน:
42,800 − 36,000 = 6,800 บาท ต้องนำมาพิจารณาปรับปรุงในการคำนวณกำไรสุทธิทางภาษี
กรมสรรพากรมีแนววินิจฉัยยืนยันว่าค่าเช่ารถยนต์ประเภทดังกล่าวนำมาถือเป็นรายจ่ายได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 36,000 บาทต่อคันต่อเดือน

ค่าเช่ารถยนต์ต้องหัก ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์?

ถ้ารายการเข้าลักษณะเป็น การให้เช่าทรัพย์สิน และผู้จ่ายเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล โดยทั่วไปค่าเช่าต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 5%หลักดังกล่าวใช้ทั้งกรณีผู้รับค่าเช่าเป็นบุคคลธรรมดา และบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการในประเทศไทย ตามเงื่อนไขของกฎหมาย อย่างไรก็ตาม สัญญาเช่าบางประเภท โดยเฉพาะ leasing ที่มีเงื่อนไขเฉพาะ อาจมีหลักเกณฑ์แตกต่างออกไป จึงควรดูรายละเอียดของสัญญาก่อนตัดสินจากชื่อเอกสารเพียงอย่างเดียว

เช่ารถพร้อมคนขับ หัก ณ ที่จ่าย 5% เหมือนกันหรือไม่?

อันนี้ต้องระวัง เพราะคำว่า “รถพร้อมคนขับ” ไม่ได้แปลว่าเป็นค่าเช่ารถทั้งหมดเสมอไป
ตัวอย่างเช่น หากทำสัญญาแยกเป็น

  • ค่าเช่ารถยนต์
  • ค่าบริการพนักงานขับรถ

กรมสรรพากรเคยวินิจฉัยว่า ค่าเช่ารถเข้าลักษณะการให้เช่าทรัพย์สิน จึงหัก ณ ที่จ่าย 5% ส่วนค่าบริการพนักงานขับรถที่แยกต่างหากเข้าลักษณะค่าบริการ ซึ่งในกรณีตามข้อหารือนั้นหัก 3% แต่ถ้าข้อเท็จจริงของสัญญาเป็นการรับส่งตามเส้นทาง เวลา หรือเที่ยวที่กำหนด และไม่ได้ส่งมอบการครอบครองรถให้ผู้ว่าจ้าง ลักษณะรายการอาจกลายเป็น บริการขนส่ง แทนการเช่าทรัพย์สินได้ ดังนั้น การดูเพียงชื่อในใบแจ้งหนี้ว่า “ค่ารถ” หรือ “ค่าเช่ารถ” อาจยังไม่เพียงพอ ต้องดูสาระของสัญญาและวิธีให้บริการจริงด้วย

ค่าเช่ารถกับค่าบริการคนขับควรแยกกันหรือไม่?

ค่าเช่ารถ + พนักงานขับรถ + ค่าบริการอื่น ควรมีสัญญา ใบแจ้งหนี้ และรายละเอียดค่าใช้จ่ายที่ชัดเจนว่าแต่ละส่วนคืออะไร
นอกจากช่วยให้บันทึกบัญชีได้ถูกต้องแล้ว ยังช่วยพิจารณาได้ว่าแต่ละรายการควร

  • หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราใด
  • นำมาถือเป็นรายจ่ายทางภาษีได้เท่าใด
  • จัดการ VAT อย่างไร

กรมสรรพากรมีแนววินิจฉัยว่าค่าบริการพนักงานขับรถที่แยกจากค่าเช่ารถสามารถพิจารณาเป็นรายจ่ายแยกต่างหากจากข้อจำกัดค่าเช่ารถยนต์ได้ตามข้อเท็จจริงของรายการ

ก่อนบันทึกค่าเช่ารถยนต์ ควรตรวจอะไรบ้าง?

ก่อนลงบัญชีและยื่นภาษี ควรตรวจอย่างน้อย:

  • รถที่เช่าเป็นรถยนต์ประเภทใด
  • เป็นรถยนต์นั่งหรือรถโดยสารไม่เกิน 10 คนหรือไม่
  • ใช้รถเพื่อกิจการจริงหรือไม่
  • ผู้ให้เช่าจดทะเบียน VAT หรือไม่
  • ค่าเช่ารวม VAT เท่าไร
  • สัญญาเป็นการเช่าทรัพย์สินจริง หรือเป็นบริการขนส่ง/บริการรถพร้อมคนขับ
  • มีค่าบริการอื่นแยกจากค่าเช่าหรือไม่
  • เอกสารประกอบ เช่น สัญญา ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน และหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย ครบหรือไม่

การตรวจรายละเอียดเหล่านี้ตั้งแต่ต้นจะช่วยลดปัญหาทั้งเรื่อง ภาษีซื้อต้องห้าม รายจ่ายต้องห้าม และการหักภาษี ณ ที่จ่ายผิดประเภท

ค่าเช่ารถยนต์ทางบัญชีกับทางภาษีไม่จำเป็นต้องเท่ากัน

อีกเรื่องที่ผู้ประกอบการมักสับสนคือ เมื่อบริษัทจ่ายค่าเช่ารถจริงจำนวนหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าเงินทั้งหมดนั้นจะสามารถนำมาหักในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้เท่ากันทั้งหมด ตัวเลขในบัญชีสะท้อนรายการที่เกิดขึ้นตามหลักการบัญชี ส่วนการคำนวณภาษีต้องนำข้อกำหนดของประมวลรัษฎากรมาพิจารณาเพิ่มเติม
จึงอาจเกิดกรณีที่ บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชีแล้ว แต่ต้องบวกกลับบางส่วนในการคำนวณภาษี โดยเฉพาะค่าเช่ารถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารไม่เกิน 10 คนที่เกินวงเงินที่กฎหมายกำหนด

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่าเช่ารถยนต์และภาษี

A: หากเป็นภาษีซื้อจากการเช่ารถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คนมาใช้ในกิจการทั่วไป โดยหลักเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ไม่สามารถนำไปหักจากภาษีขายได้ แต่มีข้อยกเว้นสำหรับกิจการบางประเภท เช่น ธุรกิจให้เช่ารถยนต์ของตนเองโดยตรง

A: หากเป็นการเช่าทรัพย์สินตามปกติและอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์การหัก ณ ที่จ่าย โดยทั่วไปผู้จ่ายที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหัก 5% อย่างไรก็ตามควรตรวจประเภทสัญญาและกรณีเฉพาะก่อนทุกครั้ง

A: สำหรับรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน กรณีที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดดังกล่าว ค่าเช่าที่เกิน 36,000 บาทต่อคันต่อเดือน หรือ 1,200 บาทต่อคันต่อวัน ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ โดยวงเงินนี้รวม VAT

A: การบันทึกบัญชีกับการคำนวณภาษีเป็นคนละขั้นตอน กิจการต้องบันทึกรายการตามข้อเท็จจริงและหลักบัญชีที่เกี่ยวข้อง แต่เมื่อคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล อาจต้องปรับปรุงส่วนที่เกินข้อจำกัดตามกฎหมายภาษี

A: ต้องดูลักษณะสัญญา หากแยกค่าเช่ารถกับค่าบริการคนขับ อาจมีอัตราหัก ณ ที่จ่ายต่างกัน แต่หากข้อเท็จจริงเข้าลักษณะบริการขนส่ง การพิจารณาภาษีก็อาจเปลี่ยนไป จึงไม่ควรตัดสินจากคำว่า “รถพร้อมคนขับ” เพียงอย่างเดียว

A: ไม่ใช่ ข้อจำกัดดังกล่าวเจาะจง รถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คนตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จึงควรตรวจประเภทรถก่อนใช้เกณฑ์นี้

A: ไม่เสมอไป เพราะสิทธิในการนำภาษีซื้อไปหักต้องพิจารณาประเภทของรถและลักษณะกิจการด้วย รถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารไม่เกิน 10 คนมีข้อจำกัดเรื่องภาษีซื้อโดยเฉพาะ

ให้ KPCS ช่วยดูแลบัญชีและภาษีของธุรกิจ

ค่าเช่ารถยนต์เป็นตัวอย่างหนึ่งของรายจ่ายที่ บันทึกบัญชีอย่างหนึ่ง แต่มีเงื่อนไขทางภาษีอีกอย่างหนึ่ง หากกิจการมีรถเช่า รถประจำตำแหน่ง รถพร้อมคนขับ หรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถหลายประเภท การจัดเอกสารและแยกรายการให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นจะช่วยลดความผิดพลาดในการยื่นภาษีและปิดงบ KPCS ให้บริการรับทำบัญชี ดูแลภาษี และให้คำปรึกษาด้านบัญชีสำหรับธุรกิจ สามารถส่งรายละเอียดเบื้องต้นให้ทีมงานช่วยประเมินได้

ปรึกษาทีมงาน KPCS

แจ้งบริการที่ต้องการหรือข้อมูลเบื้องต้นของกิจการ ทีมงานจะติดต่อกลับเพื่อแนะนำบริการและประเมินขอบเขตงานที่เหมาะสม