บัญชีและภาษีธุรกิจนำเที่ยว ต้องจัดการอย่างไร? รายได้ ค่าใช้จ่าย VAT และหัก ณ ที่จ่าย
ธุรกิจนำเที่ยวมีทั้งรายได้จากแพ็กเกจทัวร์ ค่าบริการ ค่านายหน้า และเงินที่รับเพื่อจ่ายแทนลูกค้า การจัดบัญชีจึงต้องแยกแต่ละรายการให้ชัด เพื่อคำนวณรายได้ VAT และภาษีหัก ณ ที่จ่ายได้ถูกต้อง
บัญชีและภาษีธุรกิจนำเที่ยว ต้องจัดการอย่างไร? รายได้ ค่าใช้จ่าย VAT และหัก ณ ที่จ่าย
ธุรกิจนำเที่ยวหรือบริษัททัวร์มีลักษณะการรับเงินและจ่ายเงินที่แตกต่างจากธุรกิจบริการทั่วไป เพราะเงินที่รับจากลูกค้าหนึ่งครั้งอาจประกอบด้วย ค่าบริการของบริษัท ค่าที่พัก ค่าตั๋วโดยสาร ค่าอาหาร ค่ารถ ค่าเข้าสถานที่ ค่ามัคคุเทศก์ หรือค่าใช้จ่ายที่บริษัทสำรองจ่ายแทนลูกค้า ดังนั้นก่อนบันทึกบัญชีหรือคำนวณภาษี สิ่งสำคัญคือการแยกว่า กิจการมีฐานะเป็นผู้ให้บริการหลัก หรือตัวแทนที่จัดหาและประสานบริการให้ลูกค้า เพราะมีผลทั้งต่อจำนวนรายได้ที่รับรู้และเอกสารที่ต้องใช้
ธุรกิจนำเที่ยวไม่ควรนำ เงินที่รับจากลูกค้าทั้งหมดไปบันทึกเป็นรายได้โดยอัตโนมัติ แต่ต้องพิจารณาสัญญา ลักษณะบริการ และบทบาทของกิจการก่อนว่าเป็นผู้ให้บริการหลัก (Principal) หรือเป็นตัวแทน (Agent) หากกิจการเป็น Principal โดยควบคุมบริการก่อนส่งมอบให้ลูกค้า โดยหลักการรับรู้รายได้จะเป็นยอดรวม แต่หากเป็น Agent ที่มีหน้าที่จัดหาให้บุคคลอื่นเป็นผู้ให้บริการ รายได้อาจเป็นเพียงค่าธรรมเนียมหรือค่านายหน้า ทั้งนี้ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและเงื่อนไขของแต่ละสัญญา
ธุรกิจนำเที่ยวมีรายได้แบบไหนบ้าง?
ในทางปฏิบัติ รายได้ของธุรกิจนำเที่ยวอาจไม่ได้มีเพียง “ค่าทัวร์” อย่างเดียว เช่น
- รายได้จากการจัดแพ็กเกจทัวร์
- ค่าบริการจัดนำเที่ยว
- ค่าธรรมเนียมการจอง
- ค่านายหน้าจากโรงแรมหรือผู้ให้บริการ
- ค่าบริการจัดหาตั๋วเดินทาง
- ค่าบริการขอวีซ่าหรือประสานงาน
- ค่าบริการอื่นที่เรียกเก็บจากลูกค้า
จึงควรแยกบัญชีรายได้แต่ละประเภทออกจากกัน เพื่อให้สามารถตรวจสอบที่มาของรายได้และภาระภาษีของแต่ละรายการได้ง่าย
เงินที่ลูกค้าจ่ายทั้งหมดเป็นรายได้ของบริษัททัวร์หรือไม่?
ไม่จำเป็นเสมอไป สมมติลูกค้าจ่ายบริษัททัวร์ 50,000 บาท หากเงินดังกล่าวประกอบด้วยค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พัก ค่าเดินทาง และค่าบริการของบริษัท จะต้องดูเพิ่มเติมว่าแต่ละรายการเป็น ต้นทุนของแพ็กเกจที่บริษัทขายเอง หรือเป็น ค่าใช้จ่ายที่บริษัทเรียกเก็บเพื่อจ่ายแทนลูกค้าตามจำนวนจริง
กรมสรรพากรเคยวินิจฉัยกรณีธุรกิจนำเที่ยวว่า หากค่าใช้จ่ายบางรายการมีการแยกรายละเอียดชัดเจน เรียกเก็บเท่าที่จ่ายจริง มีหลักฐานรองรับ และเอกสารจากผู้ให้บริการระบุชื่อลูกค้า ค่าใช้จ่ายส่วนนั้นอาจไม่ต้องนำมารวมเป็นฐาน VAT ของบริษัททัวร์ ขณะที่ค่าบริการแบบเหมาหรือส่วนที่ไม่สามารถแยกเป็นค่าใช้จ่ายแทนลูกค้าได้ ต้องนำมาพิจารณาเป็นฐานภาษีตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง กรมสรรพากร เพราะฉะนั้น อย่าดูเฉพาะยอดเงินที่เข้าบัญชีธนาคาร แล้วสรุปทันทีว่าเป็นรายได้ทั้งหมด
เงินที่ลูกค้าจ่ายทั้งหมดเป็นรายได้ของบริษัททัวร์หรือไม่?
กรณีที่มีผู้ให้บริการหลายรายเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น โรงแรม สายการบิน รถรับส่ง หรือผู้จัดกิจกรรม ต้องพิจารณาว่าบริษัททัวร์ทำหน้าที่อะไรในรายการนั้น
ถ้าเป็น Principal
กิจการเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการให้บริการและควบคุมบริการก่อนส่งมอบแก่ลูกค้า การรับรู้รายได้โดยหลักจึงเป็นยอดรวมของบริการที่ขาย
ถ้าเป็น Agent
กิจการทำหน้าที่จัดหา ประสาน หรือเชื่อมลูกค้ากับผู้ให้บริการรายอื่น โดยไม่ได้ควบคุมบริการนั้นก่อนส่งมอบ รายได้โดยหลักจึงเป็นค่าธรรมเนียมหรือค่านายหน้าที่กิจการมีสิทธิได้รับ IFRS Foundation จุดนี้สำคัญมาก เพราะหากบันทึกผิด อาจทำให้ทั้ง รายได้ ยอดขาย และกำไรของกิจการสูงหรือต่ำกว่าความเป็นจริง
ความรู้จากประสบการณ์ที่นำมาใช้กับทุกบทความ
ด้วยประสบการณ์ด้านบัญชีและภาษีมากกว่า 20 ปี KPCS Accounting นำความเข้าใจจากการดูแลธุรกิจจริงมาถ่ายทอดเป็นบทความด้านบัญชี ภาษี กฎหมายธุรกิจ
และเรื่องสำคัญสำหรับผู้ประกอบการเนื้อหาถูกจัดทำให้เข้าใจง่าย และเชื่อมโยงกับสถานการณ์ที่ผู้ประกอบการพบในการดำเนินธุรกิจ
เพื่อช่วยให้สามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจและเตรียมความพร้อมได้อย่างเหมาะสม
ธุรกิจนำเที่ยวต้องเสีย VAT หรือไม่?
การประกอบกิจการจัดนำเที่ยวเข้าลักษณะการให้บริการ และมีกรณีวินิจฉัยของกรมสรรพากรว่าการจัดนำเที่ยวทั้งในประเทศ รวมถึงลักษณะ inbound หรือ outbound บางกรณี อยู่ในบังคับ VAT ตามเงื่อนไขของกฎหมาย กรมสรรพากร โดยทั่วไป ผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือให้บริการและมีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี มีหน้าที่จดทะเบียน VAT เว้นแต่เป็นกิจการที่ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย ณ เดือนกันยายน 2569 อัตรา VAT ที่ใช้บังคับอยู่ที่ 7% และกรมสรรพากรประกาศขยายการใช้อัตรานี้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่สำคัญสำหรับบริษัททัวร์ไม่ใช่เพียง “คิด VAT กี่เปอร์เซ็นต์” แต่คือ ต้องรู้ก่อนว่าเงินส่วนใดเป็นฐาน VAT ของกิจการ
ตัวอย่างการแยกเงินรับจากลูกค้า
ตัวอย่าง บริษัทจัดทริปให้ลูกค้าและเรียกเก็บเงินรวม 40,000 บาท ประกอบด้วย
เรื่อง | หลักที่ใช้พิจารณา |
ค่าตั๋วเครื่องบินที่จ่ายแทนลูกค้าตามจริง | 15,000 บาท |
ค่าที่พักที่จ่ายแทนตามเอกสาร | 10,000 บาท |
ค่าบริการจัดทริปของบริษัท | 15,000 บาท |
รวมที่ลูกค้าจ่าย | 40,000 บาท |
ไม่ควรสรุปทันทีว่า 40,000 บาทคือรายได้และฐาน VAT ทั้งหมด
ต้องตรวจว่า 25,000 บาทแรกเป็นค่าใช้จ่ายที่กิจการซื้อบริการมาเพื่อขายเป็นแพ็กเกจของตนเอง หรือเป็นจำนวนที่กิจการรับและจ่ายแทนลูกค้าจริง พร้อมเอกสารสนับสนุนตามเงื่อนไข เพียงลักษณะของสัญญาและเอกสารต่างกัน ผลทางบัญชีและ VAT ก็อาจต่างกันได้
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายของธุรกิจนำเที่ยวคิดอย่างไร?
กรมสรรพากรเคยวินิจฉัยกรณีบริการรับจัดนำเที่ยวว่า การให้บริการดังกล่าวอาจเข้าลักษณะเป็นการรับจ้างทำของ และกรณีผู้จ่ายเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย 3% สำหรับค่าจ้างหรือค่าบริการตามเงื่อนไขของกรณีนั้น แต่ไม่ควรนำหลัก 3% ไปใช้กับเงินทุกก้อนที่ลูกค้าจ่ายโดยไม่แยกประเภท เพราะรายการอาจประกอบด้วยค่าบริการ ค่านายหน้า หรือค่าใช้จ่ายที่กิจการจ่ายแทนลูกค้า จึงควรตรวจทั้ง สัญญา ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ และรายละเอียดการเรียกเก็บเงิน ก่อนกำหนดวิธีหักภาษี
ค่าใช้จ่ายของบริษัททัวร์ควรจัดอย่างไร?
ค่าใช้จ่ายที่พบได้บ่อย เช่น
- ค่าที่พัก
- ค่ารถและค่าเดินทาง
- ค่าตั๋วโดยสารค่ามัคคุเทศก์
- ค่าอาหาร
- ค่าเข้าสถานที่
- ค่าประกันการเดินทาง
- ค่านายหน้า
- ค่าโฆษณาและส่งเสริมการ
- ขายเงินเดือนและค่าจ้างพนักงาน
ควรเก็บเอกสารแยกตามทริปหรือเลขที่ Booking เพื่อให้สามารถจับคู่ รายได้–ต้นทุน–การรับเงิน–การจ่ายเงิน ของแต่ละงานได้
วิธีนี้ช่วยลดปัญหาเวลาตรวจสอบ VAT ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และต้นทุนของแต่ละโปรแกรมทัวร์
ระบบบัญชีของบริษัททัวร์ควรแยกอะไรบ้าง?
อย่างน้อยควรแยกข้อมูลเป็น 5 กลุ่ม
1. รายได้ของกิจการ
เช่น Package Tour, Service Fee และ Commission
2. เงินรับเพื่อจ่ายแทนหรือเงินผ่านบัญชี
ไม่ควรปนกับรายได้โดยไม่มีการวิเคราะห์
3. ต้นทุนแต่ละทริป
โรงแรม ตั๋ว รถ อาหาร ไกด์ และกิจกรรมต่าง ๆ
4. VAT และเอกสารภาษี
แยกภาษีซื้อ ภาษีขาย และเอกสารที่ออกในชื่อลูกค้าหรือชื่อบริษัท
5. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย
ทั้งรายการที่บริษัทถูกหักและรายการที่บริษัทมีหน้าที่หักจากผู้รับเงิน
ยิ่งกิจการมีหลายโปรแกรม หลายประเทศ หรือรับเงินล่วงหน้าเป็นจำนวนมาก การวางผังบัญชีและ Workflow เอกสารตั้งแต่ต้นจะช่วยลดการแก้รายการย้อนหลังได้มาก
เอกสารที่ธุรกิจนำเที่ยวควรเก็บให้ครบ
ควรมีอย่างน้อย:
- สัญญาหรือเงื่อนไขการให้บริการกับลูกค้า
- โปรแกรมทัวร์และใบเสนอ
- ราคาBooking / Order
- ใบแจ้งหนี้และใบเสร็จรับเงิน
- ใบกำกับภาษี
- Invoice และหลักฐานจากโรงแรม สายการบิน และ Supplier
- หลักฐานการรับและจ่ายเงิน
- Statement
- รายงานค่านายหน้า
- หนังสือรับรองภาษีหัก ณ ที่จ่าย
เอกสารเหล่านี้ช่วยพิสูจน์ว่าเงินที่รับหรือจ่ายแต่ละจำนวนมีลักษณะเป็น รายได้ ต้นทุน ค่าบริการ ค่านายหน้า หรือเงินที่จ่ายแทนลูกค้า
สรุปบัญชีและภาษีธุรกิจนำเที่ยว
หัวใจของบัญชีบริษัททัวร์ไม่ใช่เพียงการบันทึกเงินเข้าและเงินออก แต่คือการแยกให้ถูกว่า กิจการกำลังขายบริการของตนเอง หรือทำหน้าที่เป็นตัวแทนจัดหาบริการให้ลูกค้า
เมื่อแยกบทบาทและรายการเงินได้ถูกต้อง จะทำให้การรับรู้รายได้ ต้นทุน VAT และภาษีหัก ณ ที่จ่ายมีความชัดเจนมากขึ้น และลดความเสี่ยงจากการนำเงินที่ไม่ใช่รายได้ของกิจการไปบันทึกเป็นรายได้ทั้งหมด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบัญชีและภาษีธุรกิจนำเที่ยว
ปรึกษาทีมงาน KPCS Accounting
แจ้งบริการที่ต้องการหรือข้อมูลเบื้องต้นของกิจการ ทีมงานจะติดต่อกลับเพื่อแนะนำบริการและประเมินขอบเขตงานที่เหมาะสม
