กรรมการกู้เงินแทนบริษัท ดอกเบี้ยเป็นค่าใช้จ่ายได้ไหม? เอกสารอะไรต้องมี
เมื่อบริษัทกู้ธนาคารเองไม่ได้และให้กรรมการเป็นผู้กู้แทน ดอกเบี้ยที่บริษัทจ่ายอาจเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ หากพิสูจน์ได้ว่าเงินกู้นำมาใช้เพื่อกิจการจริง บริษัทได้รับประโยชน์ และมีเอกสารหลักฐานครบถ้วน
กรรมการกู้เงินแทนบริษัท ดอกเบี้ยเป็นค่าใช้จ่ายได้ไหม? เอกสารอะไรต้องมี
บางบริษัทมีความจำเป็นต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนหรือลงทุนในธุรกิจ แต่ไม่สามารถขอสินเชื่อจากธนาคารในนามบริษัทได้โดยตรง จึงให้กรรมการใช้ชื่อส่วนตัวกู้เงินจากธนาคาร แล้วนำเงินดังกล่าวมาใช้ในกิจการ
คำถามสำคัญคือ เมื่อชื่อผู้กู้เป็นกรรมการ แต่บริษัทเป็นผู้ใช้เงินและเป็นผู้จ่ายดอกเบี้ย ดอกเบี้ยนั้นสามารถถือเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทได้หรือไม่
คำตอบคือ มีโอกาสถือเป็นรายจ่ายของบริษัทได้ แต่ต้องมีข้อเท็จจริงและหลักฐานชัดเจนว่า การกู้ดังกล่าวทำเพื่อกิจการจริง ไม่ใช่การกู้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของกรรมการ
สรุปสั้น ๆ กรรมการกู้เงินแทนบริษัท ดอกเบี้ยหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ไหม?
กรมสรรพากรเคยวินิจฉัยกรณีบริษัทมีเงินทุนหมุนเวียนไม่เพียงพอและให้กรรมการกู้เงินจากธนาคารแทนบริษัทว่า หากบริษัทพิสูจน์ได้ว่าเงินกู้ถูกนำมาใช้ในการดำเนินกิจการ เงินเข้าบัญชีบริษัท บริษัทรับรองการกู้ดังกล่าว และบริษัทเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากเงินกู้โดยตรง ดอกเบี้ยที่บริษัทจ่ายแทนกรรมการสามารถนำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้
ดังนั้นประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงว่า ชื่อใครเป็นผู้กู้ แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า เงินกู้นั้นเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของกิจการจริง
ทำไมบริษัทจึงให้กรรมการเป็นผู้กู้แทน?
กรณีนี้มักเกิดขึ้นเมื่อบริษัทเพิ่งเริ่มกิจการ ฐานะทางการเงินยังไม่ผ่านเกณฑ์ของธนาคาร หรือวงเงินสินเชื่อในนามบริษัทไม่เพียงพอ
เงินกู้อาจนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ซื้อเครื่องจักร ลงทุนในสินทรัพย์ ขยายสถานประกอบการ หรือก่อสร้างอาคารของกิจการ
บทความเดิมของ KPCS Accounting ก็วางหลักไว้ว่าการกู้ต้องเกิดขึ้นจริง มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินงานหรือแสวงหากำไรให้กิจการ และบริษัทต้องเป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรง ไม่ใช่การกู้เพื่อใช้ส่วนตัวของกรรมการ
ความรู้จากประสบการณ์ที่นำมาใช้กับทุกบทความ
ด้วยประสบการณ์ด้านบัญชีและภาษีมากกว่า 20 ปี KPCS Accounting นำความเข้าใจจากการดูแลธุรกิจจริงมาถ่ายทอดเป็นบทความด้านบัญชี ภาษี กฎหมายธุรกิจ
และเรื่องสำคัญสำหรับผู้ประกอบการเนื้อหาถูกจัดทำให้เข้าใจง่าย และเชื่อมโยงกับสถานการณ์ที่ผู้ประกอบการพบในการดำเนินธุรกิจ
เพื่อช่วยให้สามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจและเตรียมความพร้อมได้อย่างเหมาะสม
เงื่อนไขสำคัญที่ควรพิสูจน์ให้ได้
กรณีข้อหารือ กค 0702/4071 กรมสรรพากรพิจารณาจากข้อเท็จจริงหลักว่า กรรมการเป็นผู้กู้จากธนาคารเพื่อใช้ในกิจการ เงินกู้ถูกนำเข้าบัญชีของบริษัท บริษัทรับรองว่าเป็นการกู้ในนามบริษัท และบริษัทเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากเงินนั้นโดยตรง เมื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงเหล่านี้ได้ รายจ่ายดอกเบี้ยจึงไม่เข้าลักษณะรายจ่ายที่มิใช่เพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะตามมาตรา 65 ตรี (13)
พูดง่าย ๆ คือ ต้องสามารถตอบคำถามได้ว่า
เงินมาจากไหน → เข้าบริษัทจริงไหม → เอาไปทำอะไร → บริษัทได้ประโยชน์อย่างไร → ใครเป็นผู้จ่ายดอกเบี้ย
เส้นทางเงินยิ่งตรวจสอบได้ชัด ความเสี่ยงด้านเอกสารและภาษีก็ยิ่งลดลง
เอกสารอะไรควรมีเมื่อกรรมการกู้เงินแทนบริษัท?
กรมสรรพากรมีคู่มือการจัดทำเอกสารประกอบการลงบัญชี โดยยกกรณี “การกู้เงินจากธนาคารในนามกรรมการ เนื่องจากธนาคารไม่สามารถให้สินเชื่อแก่กิจการโดยตรง” ไว้โดยเฉพาะ และระบุเอกสารที่ควรมี ได้แก่
- มติที่ประชุมหรือหลักฐานอนุมัติให้กรรมการกู้เงินแทนกิจการ
- สัญญากู้ระหว่างธนาคารกับกรรมการ และสัญญาระหว่างกรรมการ
- กับกิจการหลักฐานการรับเงินกู้และการบันทึกบัญชีเจ้าหนี้
- หลักฐานว่ากิจการเป็นผู้จ่ายดอกเบี้ยให้ธนาคาร
- หลักฐานการโอนเงิน เช็ค หรือ Bank Statement ที่ตรวจสอบเส้นทางการจ่ายได้
- ใบเสร็จหรือเอกสารจากธนาคารที่เกี่ยวข้องกับเงินต้นและดอกเบี้ย
คู่มือของกรมสรรพากรระบุด้วยว่าเป็นแนวทางและตัวอย่างเพื่อช่วยทำความเข้าใจ และอาจไม่ครอบคลุมทุกกรณี ดังนั้นเอกสารจริงควรสอดคล้องกับข้อเท็จจริงของธุรกรรมนั้นด้วย
เงินกู้ควรเข้าบัญชีบริษัทหรือไม่?
ควรมีหลักฐานให้เห็นชัดว่าเงินกู้เข้าสู่กิจการ
ในข้อหารือ กค 0702/4071 หนึ่งในข้อเท็จจริงที่กรมสรรพากรใช้ประกอบการวินิจฉัยคือ เงินที่กรรมการกู้จากธนาคารถูกนำเข้าบัญชีเงินฝากในนามบริษัท
ดังนั้น หากเงินกู้ผ่านบัญชีส่วนตัวของกรรมการหลายทอด แล้วไม่สามารถแสดงเส้นทางเงินหรือวัตถุประสงค์การใช้เงินได้ชัดเจน การพิสูจน์ว่าเป็นรายจ่ายของกิจการจะยากขึ้น
บริษัทจ่ายดอกเบี้ยแทนกรรมการได้หรือไม่?
กรณีข้อหารือดังกล่าว บริษัทเป็นผู้ชำระดอกเบี้ยเงินกู้ให้แก่ธนาคารแทนกรรมการ และกรมสรรพากรยอมรับเป็นรายจ่ายของบริษัทได้เมื่อมีหลักฐานพิสูจน์ครบตามข้อเท็จจริงข้างต้นดังนั้นการเห็นชื่อกรรมการอยู่ในเอกสารเงินกู้ ไม่ได้หมายความว่าดอกเบี้ยจะเป็นรายจ่ายต้องห้ามโดยอัตโนมัติ แต่ต้องพิสูจน์ความเกี่ยวข้องกับกิจการให้ได้ ส่วนดอกเบี้ยที่เกิดขึ้น หลังอาคารก่อสร้างเสร็จและพร้อมใช้งานแล้ว สามารถถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิของรอบบัญชีที่เกิดขึ้นได้ตามข้อเท็จจริงของกรณีนั้น เพราะฉะนั้นอย่าใช้หลักว่า
“ดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อบริษัท = ลงค่าใช้จ่ายได้ทั้งหมด” ต้องดูก่อนว่าเงินกู้นำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน หรือใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งสินทรัพย์ลงทุน
แล้วค่าจำนองหรือค่าใช้จ่ายที่เป็นชื่อกรรมการล่ะ?
ในข้อหารือ กค 0706/3461 กรรมการนำที่ดินส่วนตัวไปจำนองเพื่อค้ำประกันเงินกู้ และมีค่าธรรมเนียมกับค่าอากรจากการจดจำนอง
กรมสรรพากรวินิจฉัยว่า หากหลักฐานแสดงว่าค่าใช้จ่ายดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายของกรรมการผู้จดทะเบียนจำนอง บริษัทไม่สามารถนำมาถือเป็นรายจ่ายของกิจการได้ เพราะเข้าลักษณะรายจ่ายที่ไม่ได้เป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ จุดนี้ทำให้เห็นว่า ดอกเบี้ยเงินกู้กับค่าใช้จ่ายส่วนตัวของกรรมการไม่ได้ถูกพิจารณาเหมือนกันทุกประเภท
กรรมการกู้เงินแทนบริษัท กับกรรมการให้บริษัทกู้เงิน เหมือนกันไหม?
ไม่เหมือนกัน
กรณีในบทความนี้คือ กรรมการไปกู้เงินจากธนาคาร เพราะบริษัทกู้เองไม่ได้ แล้วนำเงินมาใช้เพื่อกิจการ แต่ถ้ากรรมการนำเงินส่วนตัวของตนเองมา ให้บริษัทกู้โดยตรง จะเป็นอีกลักษณะธุรกรรมหนึ่ง ซึ่งต้องพิจารณาสัญญากู้ ดอกเบี้ย การหักภาษี ณ ที่จ่าย และการบันทึกบัญชีตามข้อเท็จจริงของกรณีนั้นต่างหาก ดังนั้นเวลาทำเอกสารต้องระบุให้ชัดว่าเป็นกรณีใด ไม่ควรใช้คำว่า “เงินกรรมการ” รวมทุกสถานการณ์ไว้ด้วยกัน
ตัวอย่าง
บริษัท A ต้องการเงินทุนหมุนเวียน 3 ล้านบาท แต่ธนาคารไม่อนุมัติวงเงินในชื่อบริษัท ที่ประชุมบริษัทจึงมีมติให้กรรมการกู้เงินจากธนาคารแทนบริษัท
กรรมการได้รับเงินกู้ 3 ล้านบาทและโอนเข้าบัญชีธนาคารของบริษัททันที จากนั้นบริษัทนำเงินดังกล่าวไปซื้อวัตถุดิบและใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน โดยบริษัทเป็นผู้ชำระดอกเบี้ยให้ธนาคารและมีเอกสารการจ่ายครบถ้วน กรณีลักษณะนี้มีองค์ประกอบใกล้เคียงกับข้อหารือที่กรมสรรพากรยอมรับว่าดอกเบี้ยสามารถเป็นรายจ่ายของบริษัทได้ หากพิสูจน์ข้อเท็จจริงทั้งหมดได้ แต่ถ้ากรรมการกู้เงิน 3 ล้านบาท เงินไม่เคยเข้าบัญชีบริษัท และไม่มีหลักฐานว่าใช้เพื่อกิจการจริง บริษัทจะมีภาระในการพิสูจน์มากขึ้นว่ารายจ่ายดอกเบี้ยเกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการจริง
สรุป
กรรมการสามารถกู้เงินจากธนาคารแทนบริษัทได้ในกรณีที่บริษัทมีข้อจำกัดในการขอสินเชื่อ แต่หากบริษัทต้องการนำดอกเบี้ยที่จ่ายมาถือเป็นรายจ่ายทางภาษี ต้องมีหลักฐานที่แสดงความเชื่อมโยงระหว่าง การกู้เงิน → เงินเข้ากิจการ → การใช้เงิน → ประโยชน์ที่บริษัทได้รับ → การจ่ายดอกเบี้ย
กรมสรรพากรเคยยอมรับรายจ่ายดอกเบี้ยในกรณีที่บริษัทสามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงเหล่านี้ได้ แต่หากเงินกู้นำไปใช้สร้างหรือได้มาซึ่งสินทรัพย์ ดอกเบี้ยบางช่วงอาจต้องรวมเป็นต้นทุนของสินทรัพย์แทนการตัดเป็นค่าใช้จ่ายทันที
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกรรมการกู้เงินแทนบริษัท
แหล่งอ้างอิงหลัก
กรมสรรพากร — ข้อหารือ กค 0702/4071 เรื่องรายจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ที่บริษัทจ่ายแทนกรรมการ ดูข้อหารือกรมสรรพากร
กรมสรรพากร — ข้อหารือ กค 0706/3461 เรื่องกรรมการบริษัทกู้เงินธนาคาร ดูข้อหารือกรมสรรพากร
กรมสรรพากร — คู่มือการจัดทำเอกสารประกอบการลงบัญชีที่สามารถเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ดูคู่มือกรมสรรพากร
ปรึกษาทีมงาน KPCS Accounting
แจ้งบริการที่ต้องการหรือข้อมูลเบื้องต้นของกิจการ ทีมงานจะติดต่อกลับเพื่อแนะนำบริการและประเมินขอบเขตงานที่เหมาะสม
