หัก ณ ที่จ่าย 8 ประเภทที่ SME และบริษัทต้องรู้

รวมอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับค่าใช้จ่ายธุรกิจที่พบบ่อย พร้อมตัวอย่างคำนวณ วิธีเลือกแบบ ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53 และแนวทางยื่นภาษีให้ถูกต้อง

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คือภาษีที่ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่หักจากเงินได้ของผู้รับและนำส่งกรมสรรพากร อัตราที่ SME พบบ่อย ได้แก่ 1% สำหรับค่าขนส่งบางกรณี 2% สำหรับค่าโฆษณา 3% สำหรับค่าบริการและค่าจ้างทำของ และ 5% สำหรับค่าเช่าทรัพย์สิน ทั้งนี้ต้องตรวจสอบประเภทเงินได้ ผู้จ่าย ผู้รับ และข้อยกเว้นก่อนหักภาษีทุกครั้ง

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คืออะไร?

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax หรือ WHT) คือการจัดเก็บภาษีเงินได้ล่วงหน้า โดยกฎหมายกำหนดให้ผู้จ่ายเงินบางประเภทหักภาษีจากจำนวนเงินที่ต้องจ่ายให้ผู้รับ แล้วนำส่งกรมสรรพากร

ตัวอย่างเช่น บริษัทว่าจ้างผู้ให้บริการในราคา 10,000 บาท และรายการนั้นเข้าเงื่อนไขหักภาษี ณ ที่จ่าย 3%
บริษัทจะหักภาษี 300 บาทจากค่าบริการ และนำส่งกรมสรรพากร ส่วนผู้รับเงินจะได้รับค่าบริการหลังหักภาษี 9,700 บาท หากยังไม่พิจารณา VAT
เงินภาษีที่ถูกหักไว้โดยทั่วไปสามารถนำไปใช้เป็นเครดิตภาษีเงินได้ของผู้รับตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
สิ่งสำคัญ: ไม่ใช่ทุกการจ่ายเงินของบริษัทจะต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย และไม่ใช่ทุกธุรกรรมจะใช้อัตรา 3%

ตารางหัก ณ ที่จ่าย 8 ประเภทที่ SME พบบ่อย

ตารางนี้สรุปกรณีทั่วไปที่บริษัทไทยจ่ายเงินให้ผู้รับในประเทศไทย โดยอัตราจริงอาจแตกต่างตามลักษณะเงินได้และเงื่อนไขเฉพาะ

1. ค่าเช่าทรัพย์สิน

5%

เช่าสำนักงาน เช่าอุปกรณ์

2. ค่าบริการทั่วไป

3%

ค่าบริการดูแลระบบ ค่าซ่อมบำรุง

3. ค่าจ้างทำของ

3%

จ้างผลิตป้าย จ้างผลิตชิ้นงาน

4. ค่าวิชาชีพอิสระ

3%

ค่าบริการวิชาชีพที่เข้าเกณฑ์

5. ค่าโฆษณา

2%

จ้างลงโฆษณาตามลักษณะที่กฎหมายกำหนด

6. ค่าขนส่งสินค้า

1%

จ้างผู้ประกอบการขนส่งสินค้า

7. ค่านายหน้า

โดยทั่วไป 3% ในบางกรณี

ค่านายหน้าแก่บริษัทไทย

8. เงินเดือนและค่าจ้างพนักงาน

คำนวณตามหลักเกณฑ์ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

เงินเดือน

หมายเหตุ: ตารางเป็นแนวทางเบื้องต้น ไม่ใช่การรับรองว่าอัตราดังกล่าวใช้ได้กับทุกธุรกรรม โดยเฉพาะค่านายหน้าบุคคลธรรมดา ค่าขนส่งบางรูปแบบ และการจ่ายเงินให้ผู้รับต่างประเทศ

ความรู้จากประสบการณ์ที่นำมาใช้กับทุกบทความ

ด้วยประสบการณ์ด้านบัญชีและภาษีมากกว่า 30 ปี KPCS Accounting นำความเข้าใจจากการดูแลธุรกิจจริงมาถ่ายทอดเป็นบทความด้านบัญชี ภาษี กฎหมายธุรกิจ
และเรื่องสำคัญสำหรับผู้ประกอบการเนื้อหาถูกจัดทำให้เข้าใจง่าย และเชื่อมโยงกับสถานการณ์ที่ผู้ประกอบการพบในการดำเนินธุรกิจ
เพื่อช่วยให้สามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจและเตรียมความพร้อมได้อย่างเหมาะสม

1. ค่าเช่าทรัพย์สิน หัก ณ ที่จ่าย 5%

เมื่อบริษัทเช่าสำนักงาน อาคาร หรือทรัพย์สินจากผู้ให้เช่าที่อยู่ในเกณฑ์ โดยทั่วไปต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 5%

ตัวอย่าง
บริษัทเช่าสำนักงานเดือนละ 20,000 บาท
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย = 20,000 × 5% = 1,000 บาท
ผู้ให้เช่าได้รับเงิน 19,000 บาท และบริษัทนำส่งภาษี 1,000 บาท
กรณีมีค่าบริการส่วนกลาง ค่าสาธารณูปโภค หรือรายการอื่นแยกจากค่าเช่า ต้องพิจารณาลักษณะของแต่ละรายการ ไม่ควรใช้อัตรา 5% กับทุกยอดโดยอัตโนมัติ

2. ค่าบริการทั่วไป หัก ณ ที่จ่าย 3%

ค่าบริการที่ธุรกิจพบเป็นประจำ เช่น บริการดูแลเว็บไซต์ บริการซ่อมบำรุง และบริการให้คำปรึกษาบางประเภท โดยทั่วไปอาจเข้าหลักเกณฑ์หักภาษี ณ ที่จ่าย 3%

ตัวอย่าง
บริษัทจ่ายค่าบริการดูแลระบบคอมพิวเตอร์ 15,000 บาท
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย = 15,000 × 3% = 450 บาท
ผู้ให้บริการได้รับค่าบริการหลังหักภาษี 14,550 บาท หากยังไม่รวม VAT
ต้องตรวจสอบด้วยว่าเป็นการซื้อสินค้า การให้บริการ หรือรายการผสม เพราะการซื้อสินค้าทั่วไปไม่ได้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายเหมือนค่าบริการทุกกรณี

3. ค่าจ้างทำของ หัก ณ ที่จ่าย 3%

ค่าจ้างทำของเป็นการว่าจ้างให้ผู้รับจ้างดำเนินงานหรือผลิตผลงานตามข้อตกลง เช่น จ้างทำป้ายโฆษณา จ้างผลิตชิ้นงาน หรือจ้างงานตามแบบที่กำหนด
กรณีที่เข้าลักษณะค่าจ้างทำของตามกฎหมาย โดยทั่วไปหักภาษี ณ ที่จ่าย 3%

ตัวอย่าง
บริษัทจ้างผลิตป้ายสำหรับหน้าร้าน ราคา 30,000 บาท
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย = 30,000 × 3% = 900 บาท
ผู้รับจ้างได้รับเงิน 29,100 บาท ก่อนพิจารณา VAT
ประเด็นสำคัญคือ ต้องแยกการซื้อสินค้าสำเร็จรูปออกจากการจ้างทำของตามข้อเท็จจริงและข้อตกลง

4. ค่าวิชาชีพอิสระ หัก ณ ที่จ่าย 3%

การจ่ายค่าตอบแทนสำหรับวิชาชีพอิสระตามมาตรา 40(6) เช่น วิชาชีพกฎหมาย การประกอบโรคศิลปะ วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี และประณีตศิลปกรรม อาจอยู่ในเกณฑ์หักภาษี ณ ที่จ่าย 3% ตามเงื่อนไข

ตัวอย่าง
บริษัทจ่ายค่าบริการวิชาชีพที่เข้าเกณฑ์ 12,000 บาท
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย = 12,000 × 3% = 360 บาท
ผู้รับได้รับเงิน 11,640 บาท ก่อนพิจารณา VAT
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่การจ่ายให้ผู้ประกอบวิชาชีพทุกครั้งจะต้องจัดเป็นเงินได้มาตรา 40(6) ต้องพิจารณาลักษณะสัญญาและการให้บริการจริง

5. ค่าโฆษณา หัก ณ ที่จ่าย 2%

ค่าโฆษณาที่เข้าหลักเกณฑ์ตามคำสั่งกรมสรรพากร โดยทั่วไปหักภาษี ณ ที่จ่าย 2%

ตัวอย่าง
บริษัทจ้างลงโฆษณากับผู้ให้บริการในประเทศไทย 25,000 บาท
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย = 25,000 × 2% = 500 บาท
ผู้รับเงินได้รับ 24,500 บาท ก่อนพิจารณา VAT
ข้อควรระวังสำหรับธุรกิจออนไลน์: การจ้างเอเจนซีผลิตคอนเทนต์ การจ้างอินฟลูเอนเซอร์ และการซื้อพื้นที่โฆษณาอาจมีลักษณะทางภาษีต่างกัน ไม่ควรใช้อัตรา 2% เพียงเพราะใบแจ้งหนี้มีคำว่าโฆษณา

6. ค่าขนส่งสินค้า หัก ณ ที่จ่าย 1%

การจ่ายค่าขนส่งสินค้าให้ผู้ประกอบการที่เข้าหลักเกณฑ์ โดยทั่วไปหักภาษี ณ ที่จ่าย 1%

ตัวอย่าง
บริษัทจ้างผู้ประกอบการขนส่งสินค้าในราคา 8,000 บาท
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย = 8,000 × 1% = 80 บาท
ผู้ให้บริการได้รับ 7,920 บาท ก่อนพิจารณา VAT
แต่ต้องแยกระหว่างค่าขนส่งสินค้า ค่าบริการจัดการขนส่ง ค่าขนย้าย และการให้เช่ารถพร้อมคนขับ เพราะอาจมีลักษณะเงินได้และอัตราหักภาษีต่างกัน

7. ค่านายหน้า หัก ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์?

ค่านายหน้าเป็นหนึ่งในรายการที่ SME คำนวณผิดได้ง่าย เพราะอัตราภาษีขึ้นอยู่กับประเภทผู้รับเงินและลักษณะเงินได้
ตัวอย่างเช่น การจ่ายค่านายหน้าให้บริษัทไทยซึ่งเข้าเงื่อนไขค่าบริการ อาจต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3%
แต่การจ่ายค่านายหน้าให้บุคคลธรรมดาอาจอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ที่แตกต่างออกไป รวมถึงการคำนวณตามมาตรา 50(1) ในบางกรณี
จึงไม่ควรสรุปว่า ค่านายหน้าทุกประเภทหัก 3%
ก่อนจ่ายควรตรวจสอบสัญญา ลักษณะงาน สถานะผู้รับเงิน และประเภทเงินได้ให้ชัดเจน

8. เงินเดือนและค่าจ้างพนักงาน หัก ณ ที่จ่ายอย่างไร?

เงินเดือน โบนัส และค่าจ้างที่เข้าลักษณะเงินได้จากการจ้างแรงงาน ไม่ได้ใช้อัตราหักภาษีคงที่ 3%
นายจ้างต้องคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามหลักเกณฑ์ของเงินได้บุคคลธรรมดา โดยพิจารณารายได้ที่คาดว่าจะได้รับตลอดปี ค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อน และอัตราภาษีก้าวหน้า
ภาษีที่หักจากเงินเดือนโดยทั่วไปนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.1
ผู้ประกอบการควรแยกพนักงานประจำออกจากผู้รับจ้างอิสระตามข้อเท็จจริง ไม่ใช่ใช้ชื่อสัญญาเพียงอย่างเดียวในการตัดสินประเภทภาษี

หัก ณ ที่จ่าย คำนวณก่อนหรือหลัง VAT?

สำหรับกรณีทั่วไปที่มี VAT และฐานเงินได้ที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเป็นค่าบริการก่อน VAT ให้คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากยอดก่อน VAT

ตัวอย่าง: ค่าบริการ 10,000 บาท VAT 7% และหัก ณ ที่จ่าย 3%

ค่าบริการก่อน VAT

10,000 บาท

VAT 7%

700 บาท

รวมยอดใบแจ้งหนี้

10,700 บาท

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3%

300 บาท

ยอดโอนให้ผู้รับบริการ

10,400 บาท

ผู้จ่ายนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย 300 บาทให้กรมสรรพากร ส่วนการนำ VAT 700 บาทไปใช้เป็นภาษีซื้อขึ้นอยู่กับสิทธิและเอกสารที่ถูกต้อง ตัวอย่างนี้ใช้สำหรับรายการค่าบริการทั่วไปที่เข้าเงื่อนไขเท่านั้น

ภ.ง.ด.3 กับ ภ.ง.ด.53 ต่างกันอย่างไร?

แบบที่ใช้ยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายต้องเลือกให้สอดคล้องกับประเภทผู้รับเงินและลักษณะเงินได้

ภ.ง.ด.1

เงินเดือน ค่าจ้าง และเงินได้ที่เข้าเกณฑ์ตามแบบ

ภ.ง.ด.3

เงินได้บางประเภทที่จ่ายให้บุคคลธรรมดา

ภ.ง.ด.53

10,700 บาท

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3%

เงินได้บางประเภทที่จ่ายให้นิติบุคคล

ตัวอย่าง

  • บริษัทจ่ายค่าบริการที่เข้าเกณฑ์ให้บุคคลธรรมดา อาจใช้ ภ.ง.ด.3
  • บริษัทจ่ายค่าบริการที่เข้าเกณฑ์ให้บริษัทไทย อาจใช้ ภ.ง.ด.53
  • บริษัทจ่ายเงินเดือนให้พนักงาน ใช้ ภ.ง.ด.1 ตามหลักเกณฑ์

กรณีจ่ายเงินให้ผู้รับในต่างประเทศอาจต้องพิจารณาแบบ ภ.ง.ด.54 สนธิสัญญาภาษีซ้อน และหลักเกณฑ์อื่นเพิ่มเติม

หัก ณ ที่จ่าย ต้องยื่นภายในวันที่เท่าไร?

โดยหลักทั่วไป การยื่นแบบหัก ณ ที่จ่ายสำหรับเดือนภาษีหนึ่งจะดำเนินการในเดือนถัดไป

  • ยื่นแบบกระดาษ: โดยทั่วไปภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป
  • ยื่นผ่านอินเทอร์เน็ต: โดยทั่วไปภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

อย่างไรก็ตาม กำหนดอาจเลื่อนเมื่อตรงกับวันหยุดราชการ หรือเปลี่ยนแปลงตามประกาศของกรมสรรพากร จึงควรตรวจสอบปฏิทินภาษีของเดือนที่ยื่นจริง เมื่อหักภาษีแล้ว ผู้จ่ายยังต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย หรือใบ 50 ทวิ คืออะไร?

หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือที่มักเรียกว่า ใบ 50 ทวิ เป็นเอกสารแสดงรายละเอียดเงินได้และจำนวนภาษีที่ผู้จ่ายหักไว้ ผู้รับเงินใช้เอกสารนี้ประกอบการตรวจสอบรายได้และการใช้เครดิตภาษีตามกฎหมาย
สำหรับบริษัทที่มีรายการจ่ายจำนวนมาก ควรจัดระบบให้ข้อมูลในหนังสือรับรองตรงกับบัญชีเจ้าหนี้ หลักฐานการชำระเงิน และแบบภาษีที่นำส่ง

ซื้อสินค้าอย่างเดียว ต้องหัก ณ ที่จ่ายไหม?

การซื้อสินค้าทั่วไปไม่ได้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายโดยอัตโนมัติ
ตัวอย่างเช่น บริษัทซื้อกระดาษ เครื่องเขียน หรือสินค้าสำเร็จรูปเพื่อใช้ในกิจการ โดยทั่วไปต้องพิจารณาว่าเป็นการซื้อขายสินค้า ไม่ใช่ค่าบริการหรือค่าจ้างทำของ
แต่หากมีการว่าจ้างผลิตสินค้าเฉพาะตามแบบ หรือมีค่าบริการรวมอยู่ในสัญญา ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

ข้อผิดพลาดเรื่องหัก ณ ที่จ่ายที่ SME ควรระวัง

  • หักภาษี 3% กับทุกรายการโดยไม่ตรวจสอบประเภทเงินได้
  • คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากยอดรวม VAT ทั้งที่ควรใช้ฐานก่อน VAT
  • ใช้ ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 สลับกัน
  • ไม่ตรวจสอบว่าผู้รับเงินเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล
  • เข้าใจว่าการซื้อสินค้าทุกประเภทต้องหักภาษี
  • ไม่ออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายตามหน้าที่
  • หักภาษีแล้วแต่ไม่นำส่งภายในกำหนด
  • ไม่กระทบยอดแบบภาษีกับบัญชีและหลักฐานการชำระเงิน

สรุป หัก ณ ที่จ่าย 8 ประเภทที่ SME ต้องเข้าใจ

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเป็นหน้าที่สำคัญของผู้ประกอบการที่มีการจ่ายเงินได้ตามประเภทที่กฎหมายกำหนด
อัตราที่พบได้บ่อย ได้แก่ 1% สำหรับค่าขนส่งบางประเภท 2% สำหรับค่าโฆษณา 3% สำหรับค่าบริการ ค่าจ้างทำของ และเงินได้บางประเภท และ 5% สำหรับค่าเช่าทรัพย์สิน ส่วนเงินเดือนต้องคำนวณตามหลักเกณฑ์ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ก่อนหักภาษีทุกครั้ง ควรตรวจสอบ ประเภทเงินได้ สถานะผู้รับเงิน ฐานคำนวณ อัตราภาษี และแบบนำส่ง เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจส่งผลต่อภาษีและบัญชีของกิจการ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีหัก ณ ที่จ่าย

A: เป็นภาษีเงินได้ที่ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่หักจากเงินของผู้รับและนำส่งกรมสรรพากรตามกฎหมาย โดยภาษีที่ถูกหักไว้โดยทั่วไปเป็นเครดิตภาษีของผู้รับเงิน

A: ตัวอย่างที่พบบ่อยคือค่าบริการทั่วไป ค่าจ้างทำของ และค่าวิชาชีพอิสระบางประเภท แต่ต้องตรวจสอบลักษณะเงินได้และเงื่อนไขก่อนใช้อัตรา 3%

A: ค่าเช่าทรัพย์สินที่เข้าเงื่อนไขโดยทั่วไปหัก 5% โดยต้องแยกรายการค่าเช่าออกจากค่าบริการอื่นตามข้อเท็จจริง

A: ค่าโฆษณาที่เข้าหลักเกณฑ์โดยทั่วไปหัก 2% แต่หากเป็นการรับจ้างผลิตสื่อหรือให้บริการอื่น อาจเข้าหลักเกณฑ์ 3% ต้องดูขอบเขตงานจริง

A: ค่าขนส่งสินค้าที่เข้าเงื่อนไขโดยทั่วไปหัก 1% แต่ค่าขนย้ายหรือบริการจัดการขนส่งบางรูปแบบอาจมีหลักเกณฑ์ต่างกัน

A: ในกรณีทั่วไปที่ฐานหักภาษีเป็นค่าบริการก่อน VAT ให้คำนวณจากยอดก่อน VAT เช่น ค่าบริการ 10,000 บาท หัก 3% เท่ากับ 300 บาท

A: หากเป็นเงินได้ที่เข้าเกณฑ์ ภ.ง.ด.3 ให้ใช้แบบ ภ.ง.ด.3 ส่วน ภ.ง.ด.53 ใช้สำหรับเงินได้บางประเภทที่จ่ายให้นิติบุคคล ต้องตรวจสอบประเภทเงินได้ด้วย

A: ความแตกต่างสำคัญคือประเภทผู้รับเงิน โดย ภ.ง.ด.3 เกี่ยวข้องกับผู้รับเงินที่เป็นบุคคลธรรมดา ส่วน ภ.ง.ด.53 เกี่ยวข้องกับนิติบุคคลในกรณีที่กฎหมายกำหนด

A: ต้องยื่นและนำส่งตามรอบและแบบที่กฎหมายกำหนดเมื่อมีรายการที่ต้องหักภาษี ส่วนกรณีไม่มีรายการจ่ายหรือไม่มีภาษีต้องหัก ต้องพิจารณาหน้าที่ของแบบนั้นโดยเฉพาะ

A: เท่ากับ 300 บาท หากไม่มี VAT ผู้รับจะได้รับเงิน 9,700 บาท และผู้จ่ายนำส่งภาษี 300 บาท

A: ยอดค่าบริการรวม VAT เท่ากับ 10,700 บาท หักภาษี ณ ที่จ่าย 300 บาท เหลือยอดโอน 10,400 บาท สำหรับกรณีค่าบริการทั่วไปที่เข้าเงื่อนไข

A: การซื้อสินค้าทั่วไปไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายโดยอัตโนมัติ แต่หากเป็นการจ้างทำของหรือมีบริการรวมอยู่ ต้องตรวจสอบลักษณะธุรกรรม

A: ผู้จ่ายควรตรวจสอบหน้าที่และจัดทำหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ถูกต้อง ส่วนผู้รับเงินควรติดต่อผู้จ่ายเพื่อขอเอกสารและตรวจสอบยอดภาษีที่ถูกหัก

A: ควรตรวจสอบเดือนภาษี ยอดเงินได้ ภาษีที่ต้องนำส่ง และรีบดำเนินการยื่นแบบให้ถูกต้อง โดยอาจมีเงินเพิ่มหรือเบี้ยปรับตามกรณี

A: ขึ้นอยู่กับลักษณะงานและประเภทเงินได้ของฟรีแลนซ์ ไม่สามารถสรุปว่าฟรีแลนซ์ทุกรายต้องหัก 3% โดยอัตโนมัติ

A: ไม่ควรใช้อัตรา 3% โดยอัตโนมัติ ต้องตรวจสอบประเภทเงินได้ แหล่งเงินได้ หลักเกณฑ์ภาษีระหว่างประเทศ และอนุสัญญาภาษีซ้อนที่เกี่ยวข้อง

แหล่งอ้างอิงหลัก

กรมสรรพากร — ประมวลรัษฎากร มาตรา 3 เตรส มาตรา 50 และคำสั่งเกี่ยวกับการหักภาษี ณ ที่จ่ายตามประเภทเงินได้และสถานะผู้รับเงิน
กรมสรรพากร — คู่มือและแบบแสดงรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 รวมถึงหลักเกณฑ์การออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย
กรมสรรพากร — ปฏิทินภาษีอากรและระบบ e-Filing สำหรับตรวจสอบกำหนดยื่นแบบและนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย

ปรึกษาทีมงาน KPCS Accounting

แจ้งบริการที่ต้องการหรือข้อมูลเบื้องต้นของกิจการ ทีมงานจะติดต่อกลับเพื่อแนะนำบริการและประเมินขอบเขตงานที่เหมาะสม