ภาษีส่งออกและ VAT 0% คืออะไร? ส่งออกสินค้าเสียภาษีไหม

เข้าใจภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับธุรกิจส่งออก ความแตกต่างระหว่างอากรขาออกกับ VAT 0% พร้อมเอกสารที่ต้องใช้และหลักเกณฑ์การขอคืนภาษีซื้อ

การส่งออกสินค้าจากประเทศไทยโดยผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT โดยทั่วไปใช้อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 0% เมื่อเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย แต่ไม่ได้หมายความว่าสินค้าส่งออกทุกประเภทไม่มีภาษี เพราะอาจมีอากรขาออกตามพิกัดศุลกากร และยังต้องพิจารณาหน้าที่ด้านภาษีเงินได้ การยื่นแบบ ภ.พ.30 และหลักฐานการส่งออกให้ครบถ้วน

ภาษีส่งออกคืออะไร?

ภาษีส่งออกเป็นคำที่ผู้ประกอบการใช้เรียกภาระภาษีที่เกี่ยวข้องกับการนำสินค้าออกจากประเทศไทย แต่ในทางกฎหมายควรแยกภาษีที่เกี่ยวข้องออกจากกัน โดยเฉพาะ อากรขาออก และ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

อากรขาออกเป็นภาษีศุลกากรที่จัดเก็บจากสินค้าบางประเภทตามกฎหมายพิกัดอัตราศุลกากร ขณะที่ VAT เป็นภาษีจากการขายสินค้าหรือให้บริการ ซึ่งการส่งออกสินค้าที่เข้าเงื่อนไขจะได้รับสิทธิใช้อัตรา 0% ดังนั้น คำถามว่า “ส่งออกสินค้าเสียภาษีไหม” จึงต้องพิจารณาว่าหมายถึงภาษีประเภทใด และธุรกิจส่งออกสินค้าอะไร

ภาษีส่งออกกับภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT ต่างกันอย่างไร?

หน่วยงานหลัก

กรมศุลกากร

กรมสรรพากร

ลักษณะภาษี

ภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าที่อยู่ในเกณฑ์

ภาษีมูลค่าเพิ่มจากธุรกรรมการขาย

อัตราภาษี

ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและพิกัด

โดยทั่วไป 0% เมื่อเข้าเงื่อนไข

เอกสารสำคัญ

ใบขนสินค้าขาออกและเอกสารศุลกากร

หลักฐานส่งออก รายงาน VAT และเอกสารภาษีซื้อ

การยื่นหรือชำระ

ตามพิธีการศุลกากร

ยื่นแบบ ภ.พ.30 ตามหน้าที่ของผู้ประกอบการจดทะเบียน

ธุรกิจส่งออกอาจไม่มีอากรขาออกสำหรับสินค้าที่ส่ง แต่ยังต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ VAT และพิธีการศุลกากร

ส่งออกสินค้าเสีย VAT กี่เปอร์เซ็นต์?

ตามมาตรา 80/1(1) แห่งประมวลรัษฎากร การส่งออกสินค้าที่เข้าเงื่อนไขและไม่อยู่ในข้อยกเว้นตามกฎหมายได้รับสิทธิใช้อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 0%
ตัวอย่างเช่น บริษัทไทยที่จดทะเบียน VAT ขายสินค้าให้ลูกค้าในต่างประเทศ และดำเนินการส่งออกผ่านพิธีการศุลกากรอย่างถูกต้อง อาจได้รับสิทธิใช้อัตรา VAT 0% สำหรับยอดขายส่งออกนั้น
อย่างไรก็ตาม การมีลูกค้าเป็นชาวต่างชาติหรือได้รับเงินจากต่างประเทศ ไม่ได้ทำให้การขายสินค้าทุกรายการเป็นการส่งออกที่ใช้อัตรา 0% โดยอัตโนมัติ ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องผู้ส่งออก การส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักร และเอกสารที่เกี่ยวข้อง

ความรู้จากประสบการณ์ที่นำมาใช้กับทุกบทความ

ด้วยประสบการณ์ด้านบัญชีและภาษีมากกว่า 30 ปี KPCS Accounting นำความเข้าใจจากการดูแลธุรกิจจริงมาถ่ายทอดเป็นบทความด้านบัญชี ภาษี กฎหมายธุรกิจ
และเรื่องสำคัญสำหรับผู้ประกอบการเนื้อหาถูกจัดทำให้เข้าใจง่าย และเชื่อมโยงกับสถานการณ์ที่ผู้ประกอบการพบในการดำเนินธุรกิจ
เพื่อช่วยให้สามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจและเตรียมความพร้อมได้อย่างเหมาะสม

VAT 0% ต่างจากการยกเว้น VAT อย่างไร?

ผู้ประกอบการมักเข้าใจว่า VAT 0% หมายถึงการยกเว้น VAT แต่ทั้งสองกรณีมีผลทางภาษีต่างกัน
VAT 0% หมายถึงกิจการที่อยู่ในระบบ VAT และได้รับสิทธิใช้อัตราภาษีขาย 0% สำหรับธุรกรรมที่เข้าเงื่อนไข ผู้ประกอบการจดทะเบียนอาจนำภาษีซื้อที่เกี่ยวข้องมาหักหรือขอคืนได้ตามกฎหมาย
กิจการที่ได้รับยกเว้น VAT เป็นกิจการหรือธุรกรรมที่กฎหมายยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งโดยหลักไม่สามารถใช้สิทธิหักหรือขอคืนภาษีซื้อในลักษณะเดียวกับกิจการที่เสีย VAT 0%

ภาษีขายของธุรกรรม

คำนวณอัตรา 0%

ไม่อยู่ในภาระจัดเก็บ VAT ตามข้อยกเว้น

ภาษีซื้อ

อาจหักหรือขอคืนได้เมื่อเข้าเงื่อนไข

โดยหลักไม่มีสิทธิหักหรือขอคืนสำหรับกิจการที่ได้รับยกเว้น

ตัวอย่าง

การส่งออกสินค้าที่เข้าเงื่อนไข

การขายสินค้าหรือบริการบางประเภทที่กฎหมายยกเว้น

ความแตกต่างนี้สำคัญมากสำหรับธุรกิจที่ซื้อวัตถุดิบหรือสินค้าในประเทศไทยเพื่อนำไปส่งออก

ธุรกิจส่งออกต้องจดทะเบียน VAT หรือไม่?

ผู้ประกอบการส่งออกสินค้าต้องพิจารณาหน้าที่จดทะเบียน VAT ตามประมวลรัษฎากร โดยทั่วไปเกณฑ์รายรับจากกิจการที่อยู่ในบังคับ VAT เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี เป็นประเด็นสำคัญในการพิจารณาหน้าที่จดทะเบียน
แต่ไม่ควรเข้าใจว่าเพราะยอดขายส่งออกใช้อัตรา 0% จึงไม่ต้องจด VAT เพราะอัตราภาษี 0% กับหน้าที่จดทะเบียนเป็นคนละเรื่องกัน
หากธุรกิจยังไม่ได้จด VAT หรือเพิ่งเริ่มส่งออก ควรตรวจสอบประเภทกิจการ รายรับ และเงื่อนไขการจดทะเบียนก่อนดำเนินการ

ส่งออกสินค้า VAT 0% ต้องมีเอกสารอะไรบ้าง?

หลักฐานที่ใช้ยืนยันการส่งออกขึ้นอยู่กับรูปแบบธุรกรรมและเงื่อนไขทางกฎหมาย โดยเอกสารสำคัญที่ผู้ประกอบการควรจัดเก็บ ได้แก่

  • Commercial Invoice ใบกำกับสินค้าสำหรับการค้าระหว่างประเทศ
  • Export Declaration ใบขนสินค้าขาออก
  • Packing List รายการบรรจุสินค้า
  • Bill of Lading หรือ Air Waybill เอกสารขนส่งทางเรือหรือทางอากาศตามกรณี
  • Purchase Order หรือ Sales Contract หลักฐานคำสั่งซื้อหรือข้อตกลงการขาย
  • หลักฐานการรับชำระเงิน และเอกสารธุรกรรมที่เกี่ยวข้อง
  • ใบกำกับภาษีซื้อ สำหรับรายการที่ต้องการใช้สิทธิภาษีซื้อ

เอกสารบางประเภทอาจไม่จำเป็นในทุกธุรกรรม และรายการข้างต้นไม่ใช่เงื่อนไขครบถ้วนสำหรับทุกวิธีส่งออก ผู้ประกอบการควรตรวจสอบหลักเกณฑ์เฉพาะกรณี โดยเฉพาะการส่งออกผ่านตัวแทนหรือผู้รวบรวมสินค้า

วิธีคำนวณ VAT สำหรับธุรกิจส่งออก

สมมติว่าบริษัทจดทะเบียน VAT มีรายการในเดือนหนึ่งดังนี้

  • ยอดขายส่งออกที่เข้าเงื่อนไข VAT 0% จำนวน 500,000 บาท
  • ซื้อวัตถุดิบในประเทศไทย 200,000 บาท ก่อน VAT
  • ภาษีซื้อจากวัตถุดิบ 14,000 บาท

ขั้นตอนที่ 1 คำนวณภาษีขาย
500,000 × 0% = 0 บาท
ขั้นตอนที่ 2 คำนวณภาษีซื้อ
200,000 × 7% = 14,000 บาท
ขั้นตอนที่ 3 คำนวณภาษีสุทธิ
ภาษีขาย 0 − ภาษีซื้อ 14,000 = −14,000 บาท
ในตัวอย่างนี้ บริษัทอาจมีภาษีซื้อเกินภาษีขายจำนวน 14,000 บาท ซึ่งสามารถพิจารณาใช้สิทธิขอคืนหรือเครดิตภาษีตามหลักเกณฑ์ได้ หากเป็นภาษีซื้อที่ไม่ต้องห้ามและมีเอกสารถูกต้อง
ตัวอย่างเป็นการคำนวณอย่างง่าย ไม่รวมยอดขายในประเทศ รายการปรับปรุง และข้อจำกัดของภาษีซื้ออื่น

ส่งออกสินค้าแล้วขอคืนภาษีซื้อได้ไหม?

ขอคืนได้เมื่อเข้าเงื่อนไข โดยผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ที่ส่งออกสินค้าด้วยอัตรา 0% อาจมีสิทธิขอคืนภาษีซื้อที่เกี่ยวข้องกับกิจการ
อย่างไรก็ตาม การขอคืนไม่ได้หมายความว่าจะได้รับเงินคืนทุกกรณี เพราะกรมสรรพากรสามารถตรวจสอบความถูกต้องของรายการภาษีซื้อ หลักฐานการซื้อสินค้า และหลักฐานการส่งออกได้
ผู้ประกอบการจึงควรจัดเก็บเอกสารให้เชื่อมโยงกันตั้งแต่การซื้อสินค้า การบันทึกบัญชี การขาย ไปจนถึงการส่งออก

ธุรกิจส่งออกต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 หรือไม่?

ผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT มีหน้าที่ยื่นแบบ ภ.พ.30 ตามรอบภาษี แม้ในเดือนนั้นจะมีเฉพาะยอดขายส่งออกที่ใช้อัตรา 0% ก็ตาม
การยื่นแบบต้องแสดงข้อมูลตามประเภทของรายการ รวมถึงภาษีซื้อที่นำมาใช้สิทธิ
นอกจากนี้ บริษัทส่งออกยังต้องพิจารณาหน้าที่ด้านบัญชีและภาษีเงินได้นิติบุคคล เช่น การบันทึกรายได้ การจัดทำงบการเงิน และการยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 ตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง

ขายสินค้าให้ลูกค้าต่างประเทศ แต่ส่งมอบในไทย ใช้ VAT 0% ได้ไหม?

ไม่สามารถสรุปว่าใช้อัตรา 0% ได้เพียงเพราะผู้ซื้ออยู่ต่างประเทศ
ตัวอย่างเช่น ลูกค้าต่างประเทศสั่งซื้อสินค้าจากบริษัทไทย แต่ให้ส่งสินค้าไปยังผู้รับในประเทศไทย ธุรกรรมดังกล่าวต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม และอาจไม่เข้าลักษณะการส่งออกสินค้าตามกฎหมาย VAT
ในทางกลับกัน หากมีการส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักรจริง ก็ยังต้องตรวจสอบว่าใครเป็นผู้ส่งออกตามเอกสารศุลกากร และธุรกรรมเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายหรือไม่

ส่งออกผ่านบริษัทชิปปิ้งหรือตัวแทน ใช้ VAT 0% ได้หรือไม่?

การใช้บริษัทชิปปิ้งดำเนินพิธีการศุลกากรไม่ได้ทำให้หมดสิทธิ VAT 0% โดยอัตโนมัติ แต่ต้องพิจารณาว่าใครเป็นผู้ส่งออกตามข้อเท็จจริงและเอกสาร
กรณีที่ใบขนสินค้าขาออกเป็นชื่อบริษัทอื่น หรือมีผู้รวบรวมสินค้าเพื่อส่งออกหลายราย อาจมีประเด็นทางภาษีที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษ จึงควรตรวจสอบรูปแบบการซื้อขาย สัญญา ใบกำกับสินค้า และเอกสารศุลกากรให้สอดคล้องกันก่อนนำยอดขายไปแสดงเป็น VAT 0%

ข้อผิดพลาดที่ธุรกิจส่งออกควรระวัง

ข้อผิดพลาดที่พบได้ในการจัดการภาษีส่งออก ได้แก่

  • เข้าใจว่าส่งออกสินค้าแล้วไม่ต้องจดทะเบียน VAT
  • เข้าใจว่า VAT 0% เท่ากับการยกเว้น VAT
  • ไม่มีหลักฐานยืนยันการส่งออกที่เพียงพอ
  • เอกสารการขายไม่สอดคล้องกับใบขนสินค้าขาออก
  • นำภาษีซื้อต้องห้ามมาขอคืน
  • ไม่ยื่นแบบ ภ.พ.30 เพราะคิดว่าไม่มีภาษีขายต้องชำระ
  • ไม่ตรวจสอบว่าสินค้ามีอากรขาออกหรือข้อกำหนดทางศุลกากรหรือไม่

การจัดระบบเอกสารตั้งแต่เริ่มต้นช่วยลดความเสี่ยงในการยื่นแบบผิดและการถูกขอเอกสารเพิ่มเติมเมื่อขอคืนภาษีซื้อ

สรุปภาษีส่งออกและ VAT 0%

การส่งออกสินค้าจากประเทศไทยมีประเด็นภาษีที่ต้องแยกพิจารณา ได้แก่ อากรขาออกตามกฎหมายศุลกากร และภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร สำหรับผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT การส่งออกสินค้าที่เข้าเงื่อนไขโดยทั่วไปได้รับสิทธิใช้อัตรา VAT 0% และอาจขอคืนภาษีซื้อที่เกี่ยวข้องได้ตามกฎหมาย
สิ่งสำคัญคือการตรวจสอบสถานะผู้ส่งออก การจัดเก็บเอกสารศุลกากร การยื่นแบบ ภ.พ.30 และการบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง เพราะการใช้อัตรา 0% ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจไม่มีหน้าที่ด้านภาษีอื่น

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีส่งออกและ VAT 0%

A: การส่งออกสินค้าที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมายโดยผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT โดยทั่วไปใช้อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 0% แต่ยังต้องมีหลักฐานการส่งออกและปฏิบัติตามหน้าที่การยื่นแบบภาษี

A: ต้องแยกระหว่างอากรขาออกกับ VAT หากหมายถึง VAT สำหรับการส่งออกสินค้าที่เข้าเงื่อนไขจะใช้อัตรา 0% ส่วนอากรขาออกขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและพิกัดอัตราศุลกากร

A: ไม่ใช่ VAT 0% เป็นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับธุรกรรมที่เข้าเงื่อนไขเท่านั้น ธุรกิจยังอาจมีหน้าที่ด้านภาษีเงินได้ อากรขาออก และภาษีประเภทอื่น

A: ต้องตรวจสอบหน้าที่จดทะเบียนตามกฎหมาย โดยการใช้อัตรา 0% ไม่ได้ยกเว้นหน้าที่จดทะเบียน VAT ผู้ประกอบการที่มีรายรับเกินเกณฑ์ตามกฎหมายอาจต้องจดทะเบียน

A: ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ที่มีภาษีซื้อเกี่ยวข้องกับการส่งออกอัตรา 0% อาจขอคืนภาษีซื้อได้ หากภาษีซื้อนั้นไม่เป็นภาษีซื้อต้องห้ามและมีหลักฐานครบถ้วน

A: ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและหลักฐานตามรูปแบบการส่งออก การไม่มีใบขนสินค้าขาออกในชื่อกิจการอาจทำให้ต้องพิจารณาหลักฐานและสถานะผู้ส่งออกเพิ่มเติม ไม่ควรใช้อัตรา 0% โดยไม่มีการตรวจสอบ

A: ไม่ได้โดยอัตโนมัติ เพราะการเป็นลูกค้าต่างชาติไม่ใช่เงื่อนไขเพียงอย่างเดียว ต้องพิจารณาว่าเป็นการส่งออกสินค้าตามกฎหมายหรือไม่

A: การส่งออกมีหลักเกณฑ์เอกสารภาษีเฉพาะกรณี โดยผู้ประกอบการจดทะเบียนอาจใช้ Invoice ทางการค้าระหว่างประเทศเป็นเอกสารภาษีได้ตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด

A: ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ตามหน้าที่ แม้ยอดขายส่งออกที่เข้าเงื่อนไขจะมีอัตราภาษี 0% ก็ตาม

A: อาจได้รับสิทธิหากธุรกรรมเข้าเงื่อนไข แต่ต้องตรวจสอบว่าใครเป็นผู้ส่งออกตามเอกสารศุลกากร และมีหลักฐานการซื้อขายและส่งออกสอดคล้องกันหรือไม่

A: รายได้จากการส่งออกยังเกี่ยวข้องกับการคำนวณกำไรสุทธิทางภาษีของบริษัท การใช้อัตรา VAT 0% ไม่ได้หมายความว่ารายได้ส่งออกได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล

A: VAT 0% เป็นธุรกรรมที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มและอาจใช้สิทธิภาษีซื้อได้ตามเงื่อนไข ส่วนกิจการที่ได้รับยกเว้น VAT โดยหลักไม่มีสิทธิหักหรือขอคืนภาษีซื้อสำหรับกิจการที่ได้รับยกเว้นในลักษณะเดียวกัน

แหล่งอ้างอิงหลัก

กรมสรรพากร — ประมวลรัษฎากร มาตรา 80/1 ว่าด้วยการใช้อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 0 สำหรับการส่งออกสินค้าและธุรกรรมที่เข้าเงื่อนไข
กรมสรรพากร — คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.97/2543 และ ป.109/2545 เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การส่งออกสินค้าและการใช้สิทธิ VAT อัตราร้อยละ 0
กรมศุลกากร — กฎหมายและหลักเกณฑ์พิธีการศุลกากรสำหรับการส่งออกสินค้า การจัดทำใบขนสินค้าขาออก และการตรวจสอบอากรขาออกตามประเภทสินค้า

ปรึกษาทีมงาน KPCS Accounting

แจ้งบริการที่ต้องการหรือข้อมูลเบื้องต้นของกิจการ ทีมงานจะติดต่อกลับเพื่อแนะนำบริการและประเมินขอบเขตงานที่เหมาะสม