กรมสรรพากร กับ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ต่างกันอย่างไร?

สรุปหน้าที่ของสองหน่วยงานที่เจ้าของบริษัทต้องรู้ พร้อมความแตกต่างระหว่างการยื่นงบการเงิน การยื่นภาษี และการจดทะเบียนธุรกิจ

กรมสรรพากรรับผิดชอบการบริหารจัดเก็บภาษีอากร ส่วนกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) รับผิดชอบงานทะเบียนธุรกิจและการนำส่งงบการเงินตามกฎหมาย บริษัทจึงต้องปฏิบัติตามหน้าที่ของทั้งสองหน่วยงานให้ถูกต้อง เพราะการยื่นงบการเงินกับการยื่นภาษีไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

กรมสรรพากร กับ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ต่างกันอย่างไร?

เมื่อเริ่มต้นทำธุรกิจหรือจดทะเบียนบริษัท ผู้ประกอบการมักต้องติดต่อหน่วยงานราชการหลายแห่ง โดยเฉพาะ กรมสรรพากร และ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของบริษัทโดยตรง แม้ทั้งสองหน่วยงานจะเกี่ยวข้องกับข้อมูลทางบัญชีและการดำเนินธุรกิจเหมือนกัน แต่มีหน้าที่ตามกฎหมายแตกต่างกันอย่างชัดเจน

กรมสรรพากรดูแลเรื่องภาษี ส่วนกรมพัฒนาธุรกิจการค้าดูแลเรื่องทะเบียนธุรกิจและการนำส่งงบการเงิน ดังนั้น การจดทะเบียนบริษัทแล้วไม่ได้หมายความว่าหน้าที่ทางภาษีจะเสร็จสิ้น และการยื่นภาษีก็ไม่สามารถใช้แทนการนำส่งงบการเงินได้ บทความนี้อธิบายหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน พร้อมตัวอย่างการยื่นเอกสารและข้อควรระวังสำหรับเจ้าของบริษัท

กรมสรรพากรคืออะไร?

กรมสรรพากร (The Revenue Department) เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลัง มีหน้าที่บริหารจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร
สำหรับบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล กรมสรรพากรเกี่ยวข้องกับภาษีหลายประเภท

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

บริษัทที่มีหน้าที่ยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลต้องคำนวณภาษีตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด โดยแบบที่พบเป็นประจำ ได้แก่

  • ภ.ง.ด.50 แบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำรอบระยะเวลาบัญชี
  • ภ.ง.ด.51 แบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี สำหรับกิจการที่เข้าหลักเกณฑ์

โดยทั่วไป ภ.ง.ด.50 ต้องยื่นภายใน 150 วันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ส่วน ภ.ง.ด.51 มีกำหนดเวลาตามเงื่อนไขของกฎหมาย

ความรู้จากประสบการณ์ที่นำมาใช้กับทุกบทความ

ด้วยประสบการณ์ด้านบัญชีและภาษีมากกว่า 30 ปี KPCS Accounting นำความเข้าใจจากการดูแลธุรกิจจริงมาถ่ายทอดเป็นบทความด้านบัญชี ภาษี กฎหมายธุรกิจ
และเรื่องสำคัญสำหรับผู้ประกอบการเนื้อหาถูกจัดทำให้เข้าใจง่าย และเชื่อมโยงกับสถานการณ์ที่ผู้ประกอบการพบในการดำเนินธุรกิจ
เพื่อช่วยให้สามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจและเตรียมความพร้อมได้อย่างเหมาะสม

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

กิจการที่ขายสินค้าหรือให้บริการซึ่งอยู่ในบังคับภาษีมูลค่าเพิ่ม และมีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี โดยทั่วไปต้องจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วันนับแต่วันที่รายรับเกินเกณฑ์
อย่างไรก็ตาม การจดทะเบียนบริษัทไม่ได้ทำให้ต้องจด VAT โดยอัตโนมัติ เพราะต้องพิจารณาประเภทกิจการ รายรับ และข้อยกเว้นตามกฎหมาย

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

เมื่อบริษัทจ่ายเงินได้บางประเภท เช่น ค่าบริการ ค่าเช่า เงินเดือน หรือค่าโฆษณา อาจมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งกรมสรรพากร อัตราภาษีและแบบที่ใช้ขึ้นอยู่กับประเภทเงินได้และสถานะของผู้รับเงิน

ภาษีธุรกิจเฉพาะ

กิจการหรือธุรกรรมบางประเภทอาจอยู่ในบังคับภาษีธุรกิจเฉพาะ เช่น ธุรกิจธนาคาร หรือการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) คืออะไร?

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (Department of Business Development: DBD) เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ มีหน้าที่เกี่ยวกับทะเบียนธุรกิจ การกำกับดูแลด้านบัญชี และการให้บริการข้อมูลนิติบุคคล
งานสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเจ้าของบริษัท ได้แก่

การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท

ผู้ประกอบการที่ต้องการจัดตั้งบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนต้องดำเนินการจดทะเบียนตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด
เมื่อจดทะเบียนสำเร็จ บริษัทจะมีสถานะเป็นนิติบุคคล และมีหน้าที่ด้านบัญชีและภาษีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

การจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงข้อมูลบริษัท

เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรายการทางทะเบียน บริษัทอาจต้องจดทะเบียนแก้ไขข้อมูลกับ DBD เช่น

  • เปลี่ยนกรรมการบริษัท
  • เปลี่ยนที่ตั้งสำนักงานใหญ่
  • เปลี่ยนชื่อบริษัท
  • เพิ่มหรือลดทุนจดทะเบียน
  • แก้ไขวัตถุประสงค์บริษัท
  • จดทะเบียนเลิกบริษัท

การนำส่งงบการเงินประจำปี

นิติบุคคลที่มีหน้าที่จัดทำบัญชีต้องจัดทำงบการเงินและนำส่งตามกฎหมาย
สำหรับบริษัทจำกัดโดยทั่วไป ต้องจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติงบการเงินภายใน 4 เดือนนับแต่วันปิดบัญชี และนำส่งงบการเงินภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่ได้รับอนุมัติ

การให้บริการข้อมูลนิติบุคคล

DBD ให้บริการข้อมูลทะเบียนนิติบุคคล เช่น หนังสือรับรองบริษัท ข้อมูลกรรมการ ทุนจดทะเบียน และสถานะของนิติบุคคล ซึ่งใช้ประกอบการทำธุรกรรมทางธุรกิจได้

ตารางเปรียบเทียบกรมสรรพากรกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

จดทะเบียนบริษัท

ไม่ใช่หน่วยงานรับจด

รับจดทะเบียน

เปลี่ยนกรรมการบริษัท

ไม่ใช่หน่วยงานรับจดทะเบียนกรรมการ

รับจดทะเบียน

จดทะเบียน VAT

รับจดทะเบียน

ไม่ใช่หน่วยงานรับจด VAT

ยื่น ภ.ง.ด.50

รับยื่น

ไม่รับยื่น

ยื่น ภ.พ.30

รับยื่น

ไม่รับยื่น

นำส่งงบการเงินประจำปี

มีข้อกำหนดด้านเอกสารบัญชีประกอบภาษี

รับนำส่งงบการเงิน

ขอหนังสือรับรองนิติบุคคล

ไม่ใช่หน่วยงานออกหนังสือรับรองทะเบียน

ให้บริการ

จดทะเบียนเลิกบริษัท

เกี่ยวข้องกับหน้าที่ทางภาษีเมื่อเลิกกิจการ

รับจดทะเบียนเลิกและเสร็จการชำระบัญชี

ข้อควรจำ: บริษัทหนึ่งแห่งอาจต้องยื่นเอกสารต่อทั้งสองหน่วยงาน โดยการดำเนินการกับหน่วยงานหนึ่งไม่ได้ทดแทนหน้าที่ของอีกหน่วยงาน

จดทะเบียนบริษัทกับ DBD แล้ว ต้องติดต่อกรมสรรพากรอีกไหม?

ต้องตรวจสอบหน้าที่ด้านภาษีเพิ่มเติม แต่ไม่ใช่ทุกบริษัทที่จะต้องจดทะเบียนภาษีทุกประเภททันที
ตัวอย่างเช่น บริษัทที่เพิ่งจัดตั้งและยังไม่มีรายได้ อาจยังไม่ต้องจด VAT หากไม่เข้าเกณฑ์หรือไม่ได้เลือกจดทะเบียนโดยสมัครใจ แต่ยังมีหน้าที่จัดทำบัญชีและยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามกฎหมาย
หากบริษัทเริ่มมีรายรับจากกิจการที่ต้องเสีย VAT เกินเกณฑ์ที่กำหนด ก็ต้องดำเนินการจดทะเบียน VAT ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด
นอกจากนี้ หากบริษัทมีการจ่ายเงินได้ที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ก็ต้องปฏิบัติตามหน้าที่หักและนำส่งภาษีด้วย

ยื่นงบการเงินกับ DBD และยื่น ภ.ง.ด.50 ต่างกันอย่างไร?

แม้ทั้งสองเรื่องจะใช้ข้อมูลทางบัญชีของบริษัท แต่มีวัตถุประสงค์ต่างกัน

การนำส่งงบการเงินต่อ DBD

เป็นการนำส่งรายงานทางการเงินตามกฎหมายบัญชีและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยงบการเงินต้องจัดทำตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่ใช้บังคับ
ข้อมูลสำคัญอาจประกอบด้วยงบฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุน หมายเหตุประกอบงบการเงิน และรายงานอื่นตามข้อกำหนด

การยื่น ภ.ง.ด.50 ต่อกรมสรรพากร

เป็นการยื่นแบบแสดงรายการเพื่อคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำรอบระยะเวลาบัญชี
แม้จะใช้ข้อมูลจากงบการเงินเป็นพื้นฐาน แต่ต้องปรับปรุงรายการตามกฎหมายภาษี เช่น รายจ่ายต้องห้าม ค่าเสื่อมราคาทางภาษี และสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่กิจการมีสิทธิได้รับ
กำไรสุทธิทางบัญชีจึงอาจไม่เท่ากับกำไรสุทธิทางภาษี

บริษัทปิดบัญชีวันที่ 31 ธันวาคม ต้องยื่นเอกสารอะไรบ้าง?

สมมุติว่าบริษัทจำกัดมีรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม และดำเนินกิจการตามปกติ
บริษัทควรวางแผนงานดังนี้

  • รวบรวมเอกสารรายได้ ค่าใช้จ่าย และรายการบัญชีให้ครบถ้วน
  • จัดทำและปิดงบการเงินประจำปี
  • ให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบงบการเงินตามกฎหมาย
  • จัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติงบภายใน 4 เดือนนับแต่วันปิดบัญชี
  • นำส่งงบการเงินต่อ DBD ภายใน 1 เดือนนับแต่วันอนุมัติ
  • ยื่น ภ.ง.ด.50 ต่อกรมสรรพากรภายใน 150 วันนับแต่วันสิ้นรอบบัญชี

ตัวอย่างเช่น บริษัทที่ปิดบัญชีวันที่ 31 ธันวาคม 2568 โดยทั่วไปต้องจัดประชุมอนุมัติงบภายในวันที่ 30 เมษายน 2569 และมีกำหนดยื่น ภ.ง.ด.50 ตามปกติภายในวันที่ 30 พฤษภาคม 2569
ส่วนวันนำส่งงบการเงินต่อ DBD ต้องนับจากวันที่ที่ประชุมอนุมัติงบจริง และควรตรวจสอบประกาศขยายเวลาที่เกี่ยวข้องในแต่ละปี

บริษัทไม่มีรายได้ ต้องยื่นงบการเงินและภาษีหรือไม่?

โดยทั่วไปยังต้องยื่น หากบริษัทยังมีสถานะเป็นนิติบุคคลและมีหน้าที่ตามกฎหมาย ตัวอย่างเช่น

  • บริษัทจดทะเบียนแล้วแต่ยังไม่ได้เริ่มดำเนินกิจการ
  • บริษัทหยุดขายสินค้าหรือให้บริการชั่วคราว
  • บริษัทไม่มีรายได้ตลอดทั้งปี
  • บริษัทไม่ได้ดำเนินธุรกิจมาหลายปี แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนเลิก

สถานการณ์เหล่านี้ไม่ได้ทำให้หน้าที่ด้านบัญชีและภาษีสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ
หากบริษัทไม่มีแผนดำเนินกิจการต่อ ควรพิจารณาการจดทะเบียนเลิกบริษัทและชำระบัญชีให้ถูกต้อง

หากไม่ยื่นงบการเงินหรือไม่ยื่นภาษี จะเกิดอะไรขึ้น?

การไม่ปฏิบัติตามหน้าที่อาจทำให้เกิดผลกระทบหลายด้าน เช่น

  • ค่าปรับจากการยื่นแบบภาษีล่าช้า
  • เงินเพิ่มกรณีมีภาษีค้างชำระ
  • ความรับผิดจากการไม่นำส่งงบการเงิน
  • ปัญหาในการตรวจสอบสถานะและความน่าเชื่อถือของบริษัท
  • ความยุ่งยากในการดำเนินธุรกรรมกับธนาคารหรือคู่ค้า

จำนวนค่าปรับและความรับผิดขึ้นอยู่กับประเภทความผิด ระยะเวลาที่ล่าช้า และข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี

เจ้าของบริษัทควรเตรียมเอกสารอะไรบ้าง?

การจัดเก็บเอกสารอย่างเป็นระบบช่วยให้การทำบัญชี ปิดงบ และยื่นภาษีดำเนินการได้ถูกต้องมากขึ้น

เอกสารรายได้

  • ใบกำกับภาษีขาย
  • ใบเสร็จรับเงิน
  • ใบแจ้งหนี้
  • หลักฐานการรับชำระเงิน

เอกสารค่าใช้จ่าย

  • ใบกำกับภาษีซื้อ
  • ใบเสร็จรับเงินจากผู้ขาย
  • สัญญาจ้างและสัญญาบริการ
  • หลักฐานการโอนเงิน
  • หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย

เอกสารบริษัทและบัญชี

  • ข้อมูลกรรมการและผู้ถือหุ้น
  • สมุดบัญชีและบัญชีแยกประเภท
  • รายละเอียดทรัพย์สินและหนี้สิน
  • งบการเงิน
  • แบบภาษีที่ยื่นระหว่างปี

รายการเอกสารที่ต้องใช้จริงอาจแตกต่างกันตามลักษณะธุรกิจและธุรกรรม

วิธีป้องกันปัญหาการยื่นงบและภาษีล่าช้า

เจ้าของธุรกิจสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการวางระบบงานบัญชีตั้งแต่เริ่มต้นกิจการ

  • จัดทำบัญชีให้เป็นปัจจุบันทุกเดือน
  • แยกเงินส่วนตัวออกจากเงินบริษัท
  • ตรวจสอบเอกสารภาษีและรายการบัญชีอย่างสม่ำเสมอ
  • จัดทำปฏิทินกำหนดยื่นแบบภาษีและงบการเงิน
  • วางแผนปิดงบและเตรียมข้อมูลให้ผู้สอบบัญชีล่วงหน้า
  • ตรวจสอบรายการจดทะเบียนเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลบริษัท
  • ติดตามประกาศและหลักเกณฑ์จากหน่วยงานราชการ

สรุป กรมสรรพากรกับ DBD ต่างกันอย่างไร?

กรมสรรพากรดูแลเรื่องภาษี ส่วนกรมพัฒนาธุรกิจการค้าดูแลเรื่องทะเบียนธุรกิจและการนำส่งงบการเงินตามกฎหมาย

เจ้าของบริษัทควรเข้าใจหน้าที่ของทั้งสองหน่วยงาน เพื่อให้สามารถจดทะเบียนธุรกิจ จัดทำบัญชี ยื่นงบการเงิน และยื่นภาษีได้อย่างถูกต้อง การมีระบบบัญชีที่ดีช่วยให้บริษัทเตรียมข้อมูลสำหรับการยื่นเอกสารได้ครบถ้วน ลดความเสี่ยงจากความผิดพลาด และวางแผนการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
KPCS Accounting ให้บริการด้านบัญชี ภาษี ปิดงบการเงิน และงานทะเบียนธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการจัดการเอกสารและหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเป็นระบบ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกรมสรรพากรและกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD)

A: ไม่ใช่ กรมสรรพากรสังกัดกระทรวงการคลัง มีหน้าที่บริหารจัดเก็บภาษีอากร ส่วนกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) สังกัดกระทรวงพาณิชย์ รับผิดชอบทะเบียนธุรกิจ การกำกับดูแลด้านบัญชี และการรับนำส่งงบการเงินตามกฎหมาย

A: ต้องตรวจสอบหน้าที่ด้านภาษีเพิ่มเติม เช่น การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เมื่อเข้าเกณฑ์ และการยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคล อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกบริษัทที่ต้องจด VAT ทันทีหลังจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท

A: ต้องยื่น หากบริษัทมีหน้าที่ยื่น ภ.ง.ด.50 เพราะการนำส่งงบการเงินต่อ DBD และการยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคลต่อกรมสรรพากรเป็นหน้าที่คนละส่วน ไม่สามารถใช้แทนกันได้

A: โดยทั่วไปยังต้องยื่น แม้บริษัทไม่มีรายได้หรือยังไม่ได้เริ่มดำเนินกิจการ หากบริษัทยังคงมีสถานะเป็นนิติบุคคลและอยู่ในกลุ่มผู้มีหน้าที่ตามกฎหมาย การไม่มีรายได้ไม่ได้ทำให้หน้าที่ด้านบัญชีและภาษีสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ

A: การนำส่งงบการเงินประจำปีตามกฎหมายบัญชีดำเนินการกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ผ่านระบบ DBD e-Filing ส่วนการยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคล เช่น ภ.ง.ด.50 ดำเนินการกับกรมสรรพากร

A: โดยทั่วไปต้องยื่นภายใน 150 วันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี เช่น บริษัทที่ปิดบัญชีวันที่ 31 ธันวาคม จะมีกำหนดยื่นตามปกติในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมของปีถัดไป ทั้งนี้ควรตรวจสอบประกาศขยายเวลาสำหรับการยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์ในปีที่เกี่ยวข้อง

A: ไม่จำเป็นทุกกรณี โดยทั่วไปผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือให้บริการซึ่งอยู่ในบังคับ VAT และมีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วันนับแต่วันที่รายรับเกินเกณฑ์ ทั้งนี้มีข้อยกเว้นและเงื่อนไขตามประเภทกิจการ

A: โดยทั่วไปยังมีหน้าที่ตามกฎหมาย หากบริษัทยังไม่ได้ดำเนินการเลิกกิจการและชำระบัญชีอย่างถูกต้อง การหยุดขายสินค้าหรือหยุดให้บริการไม่ได้ทำให้หน้าที่ทางบัญชีและภาษีสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ

A: บริษัทอาจมีความรับผิดตามกฎหมาย เช่น ค่าปรับจากการยื่นแบบล่าช้า เงินเพิ่มกรณีมีภาษีค้างชำระ หรือความรับผิดจากการไม่นำส่งงบการเงินตามกำหนด โดยจำนวนค่าปรับและผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับลักษณะความผิดและข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี

แหล่งอ้างอิงทางราชการ

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) — ข้อมูลเกี่ยวกับการจดทะเบียนนิติบุคคล การจัดทำบัญชี และหลักเกณฑ์การนำส่งงบการเงินประจำปีผ่านระบบ DBD e-Filing
กรมสรรพากร — หลักเกณฑ์ภาษีเงินได้นิติบุคคล การยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 และ ภ.ง.ด.51 รวมถึงกำหนดเวลาการยื่นแบบตามกฎหมาย
กรมสรรพากร — หลักเกณฑ์การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เกณฑ์รายรับ 1.8 ล้านบาทต่อปี และหน้าที่ของผู้ประกอบการจดทะเบียน

ปรึกษาทีมงาน KPCS Accounting

แจ้งบริการที่ต้องการหรือข้อมูลเบื้องต้นของกิจการ ทีมงานจะติดต่อกลับเพื่อแนะนำบริการและประเมินขอบเขตงานที่เหมาะสม