การวางแผนทางการเงินสำหรับธุรกิจ SME เริ่มต้นอย่างไร?
ธุรกิจมียอดขายแต่เงินสดไม่พอใช้ หรือมีกำไรแต่ขาดเงินหมุนเวียน? เรียนรู้วิธีวางแผนการเงินธุรกิจ จัดการรายรับรายจ่าย ควบคุมต้นทุน และเตรียมความพร้อมก่อนขยายกิจการ
สรุปสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการวางแผนทางการเงิน
การวางแผนทางการเงินสำหรับธุรกิจ คือ การกำหนดเป้าหมายและจัดการเงินของกิจการให้เพียงพอต่อการดำเนินงาน ทั้งรายรับ รายจ่าย กระแสเงินสด เงินทุนหมุนเวียน และภาระหนี้สิน โดยใช้ข้อมูลบัญชีและงบการเงินประกอบการตัดสินใจ ธุรกิจควรเริ่มจากตรวจสอบสถานะการเงินจริง จัดทำประมาณการเงินสด กำหนดงบประมาณ และติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ เพราะกิจการที่มีกำไรอาจขาดสภาพคล่องได้ หากเงินจากลูกค้าเข้าช้ากว่ากำหนดจ่ายค่าใช้จ่าย
การวางแผนทางการเงิน คืออะไร?
การวางแผนทางการเงิน (Financial Planning) คือ กระบวนการประเมินสถานะการเงิน กำหนดเป้าหมาย จัดสรรทรัพยากร และวางแนวทางบริหารเงินให้สอดคล้องกับความต้องการในอนาคตสำหรับธุรกิจ การวางแผนทางการเงินครอบคลุมทั้งการจัดทำงบประมาณ การคาดการณ์กระแสเงินสด การบริหารเงินทุนหมุนเวียน การควบคุมต้นทุน การจัดการหนี้สิน และการเตรียมเงินสำหรับการลงทุนหรือขยายกิจการ
ตัวอย่างเช่น บริษัทมียอดขายเดือนละ 500,000 บาท แต่ลูกค้าให้เครดิตชำระเงิน 60 วัน ขณะที่บริษัทต้องจ่ายเงินเดือน ค่าเช่า และค่าสินค้าทุกเดือน แม้ธุรกิจจะขายสินค้าได้และมีกำไร ก็อาจเกิดปัญหาเงินสดไม่เพียงพอได้หากไม่มีการวางแผน
ทำไมธุรกิจ SME ต้องวางแผนทางการเงิน?
การวางแผนทางการเงินช่วยให้เจ้าของธุรกิจมองเห็นความสามารถในการใช้จ่ายและภาระทางการเงินล่วงหน้า แทนที่จะรอให้เกิดปัญหาเงินขาดมือก่อนจึงค่อยแก้ไข
ประโยชน์สำคัญ ได้แก่
- ทราบว่าแต่ละเดือนต้องใช้เงินสดเท่าไร
- ลดความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่อง
- ควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น
- เตรียมเงินสำหรับภาษีและภาระหนี้สิน
- ประเมินความพร้อมก่อนลงทุนหรือขยายกิจการ
- ใช้ข้อมูลทางบัญชีประกอบการตัดสินใจ
การวางแผนการเงินที่ดีไม่ได้หมายถึงการลดค่าใช้จ่ายทุกอย่าง แต่เป็นการจัดสรรเงินให้เหมาะสมกับเป้าหมายและความสามารถของกิจการ
การวางแผนทางการเงินมีองค์ประกอบอะไรบ้าง?
องค์ประกอบ | ความสำคัญต่อธุรกิจ |
รายรับและรายจ่าย | ประเมินเงินที่กิจการได้รับและต้องจ่าย |
กระแสเงินสด | ตรวจสอบช่วงเวลาที่เงินเข้าและออก |
งบประมาณ | กำหนดวงเงินสำหรับแต่ละกิจกรรม |
เงินทุนหมุนเวียน | รองรับค่าใช้จ่ายระหว่างดำเนินธุรกิจ |
หนี้สิน | วางแผนชำระเงินต้นและดอกเบี้ย |
ภาษี | เตรียมเงินสำหรับภาระภาษีตามกำหนด |
เงินสำรอง | รองรับเหตุการณ์ไม่คาดคิด |
การลงทุน | ประเมินความพร้อมก่อนขยายธุรกิจ |
ความรู้จากประสบการณ์ที่นำมาใช้กับทุกบทความ
ด้วยประสบการณ์ด้านบัญชีและภาษีมากกว่า 30 ปี KPCS Accounting นำความเข้าใจจากการดูแลธุรกิจจริงมาถ่ายทอดเป็นบทความด้านบัญชี ภาษี กฎหมายธุรกิจ
และเรื่องสำคัญสำหรับผู้ประกอบการเนื้อหาถูกจัดทำให้เข้าใจง่าย และเชื่อมโยงกับสถานการณ์ที่ผู้ประกอบการพบในการดำเนินธุรกิจ
เพื่อช่วยให้สามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจและเตรียมความพร้อมได้อย่างเหมาะสม
7 ขั้นตอนการวางแผนทางการเงินสำหรับธุรกิจ SME
- ตรวจสอบสถานะการเงินของธุรกิจ
- เริ่มจากรวบรวมข้อมูลเงินสดในบัญชีธนาคาร ลูกหนี้การค้า เจ้าหนี้การค้า สินค้าคงเหลือ เงินกู้ และค่าใช้จ่ายประจำ ควรตรวจสอบงบกำไรขาดทุนและงบแสดงฐานะการเงินควบคู่กัน เพื่อให้ทราบทั้งผลประกอบการและภาระทางการเงินของกิจการ
- 2. กำหนดเป้าหมายทางการเงิน
- เป้าหมายควรระบุจำนวนเงินและระยะเวลาให้ชัดเจน เช่น ลดค่าใช้จ่ายดำเนินงาน 10% ภายใน 6 เดือน หรือเพิ่มเงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายประจำให้เพียงพอ 3 เดือน เป้าหมายควรเหมาะสมกับความสามารถในการสร้างรายได้และเงินสดของธุรกิจ
- 3. จัดทำงบประมาณรายรับรายจ่าย
- ประมาณการยอดขาย ต้นทุนสินค้า เงินเดือน ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค ค่าโฆษณา และค่าใช้จ่ายอื่น แยกค่าใช้จ่ายคงที่ออกจากค่าใช้จ่ายผันแปร เพื่อประเมินว่าธุรกิจต้องมียอดขายอย่างน้อยเท่าไรจึงจะครอบคลุมต้นทุน
- 4. วางแผนกระแสเงินสดล่วงหน้า
- จัดทำประมาณการเงินสดรับและเงินสดจ่าย โดยพิจารณาว่าลูกค้าจะชำระเงินเมื่อไร และธุรกิจต้องจ่ายเงินให้คู่ค้าเมื่อไร สำหรับกิจการที่มีปัญหาสภาพคล่อง ควรติดตามกระแสเงินสดเป็นรายสัปดาห์ ไม่ใช่ดูเฉพาะยอดขายรายเดือน
- 5. บริหารเงินทุนหมุนเวียน
- ตรวจสอบระยะเวลาเก็บเงินจากลูกค้า ระยะเวลาชำระหนี้ให้คู่ค้า และปริมาณสินค้าคงเหลือ หากลูกค้าชำระเงินช้า แต่ธุรกิจต้องจ่ายเงินให้คู่ค้าก่อน อาจต้องปรับเงื่อนไขเครดิตหรือเตรียมแหล่งเงินทุนหมุนเวียนที่เหมาะสม
- 6. วางแผนภาษีและเงินสำรอง
- ประมาณการภาระภาษีที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และภาษีเงินได้นิติบุคคลตามลักษณะของกิจการ ควรแยกเงินสำหรับภาษีและค่าใช้จ่ายจำเป็นออกจากเงินที่สามารถนำไปลงทุนหรือใช้จ่ายเพิ่มเติมได้
- 7. ติดตามผลและปรับแผน
- เปรียบเทียบรายรับรายจ่ายจริงกับงบประมาณที่ตั้งไว้ทุกเดือน พร้อมวิเคราะห์สาเหตุของความแตกต่าง หากยอดขายลดลง ต้นทุนเพิ่มขึ้น หรือลูกค้าชำระเงินล่าช้า ควรปรับประมาณการกระแสเงินสดและแผนใช้จ่ายทันที
ตัวอย่างการวางแผนกระแสเงินสดสำหรับธุรกิจ
สมมติบริษัทแห่งหนึ่งมีเงินสดต้นเดือน 150,000 บาท และประมาณการรายการรับจ่ายดังนี้
รายการ | จำนวนเงิน |
เงินสดต้นเดือน | 150,000 บาท |
เงินรับจากลูกค้า | 300,000 บาท |
จ่ายค่าสินค้า | 180,000 บาท |
จ่ายเงินเดือน | 90,000 บาท |
ค่าเช่าและค่าใช้จ่ายอื่น | 45,000 บาท |
ชำระหนี้เงินกู้ | 25,000 บาท |
เงินสดคงเหลือปลายเดือน | 110,000 บาท |
จากตัวอย่าง ธุรกิจมีกระแสเงินสดสุทธิลบ 40,000 บาท แม้จะยังมีเงินสดเหลืออยู่ 110,000 บาท
หากเกิดกระแสเงินสดติดลบต่อเนื่องหลายเดือน เงินสำรองอาจลดลงจนไม่เพียงพอสำหรับการดำเนินงาน
ดังนั้น เจ้าของกิจการควรวิเคราะห์ทั้งเงินสดคงเหลือและแนวโน้มกระแสเงินสดในอนาคต
ธุรกิจมีกำไร แต่ทำไมเงินสดไม่พอใช้?
กำไรทางบัญชีและเงินสดไม่ใช่สิ่งเดียวกัน เพราะรายได้บางรายการอาจรับรู้แล้วแต่ยังไม่ได้รับชำระเงิน ขณะที่ค่าใช้จ่ายบางรายการต้องจ่ายเป็นเงินสดก่อน
ตัวอย่างสาเหตุที่พบได้ ได้แก่
- ขายสินค้าเป็นเงินเชื่อและลูกค้าชำระเงินช้า
- มีเงินจมอยู่ในสินค้าคงเหลือจำนวนมาก
- ต้องจ่ายเงินให้คู่ค้าก่อนเก็บเงินจากลูกค้า
- นำเงินสดไปลงทุนซื้ออุปกรณ์หรือสินทรัพย์
- มีภาระชำระคืนเงินกู้สูง
การดูเฉพาะกำไรสุทธิอาจทำให้เจ้าของธุรกิจประเมินสถานะการเงินคลาดเคลื่อน จึงควรพิจารณากระแสเงินสดร่วมด้วย
เงินทุนหมุนเวียน คืออะไร และต้องมีเท่าไร?
เงินทุนหมุนเวียนสุทธิ (Net Working Capital) คือ ผลต่างระหว่างสินทรัพย์หมุนเวียนกับหนี้สินหมุนเวียน
เงินทุนหมุนเวียนสุทธิ = สินทรัพย์หมุนเวียน − หนี้สินหมุนเวียน
ตัวอย่าง บริษัทมีสินทรัพย์หมุนเวียน 800,000 บาท และหนี้สินหมุนเวียน 500,000 บาท จะมีเงินทุนหมุนเวียนสุทธิ 300,000 บาท
อย่างไรก็ตาม เงินทุนหมุนเวียนสุทธิไม่ได้เท่ากับเงินสดที่ใช้ได้ทันที เพราะสินทรัพย์หมุนเวียนอาจรวมลูกหนี้และสินค้าคงเหลือ จำนวนเงินสดสำรองที่เหมาะสมจึงต้องพิจารณาค่าใช้จ่ายประจำ ความแน่นอนของรายรับ ระยะเวลาเก็บหนี้ และความเสี่ยงของธุรกิจร่วมกัน
ธุรกิจควรมีเงินสำรองฉุกเฉินกี่เดือน?
ธุรกิจควรมีเงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น โดยอาจใช้ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน 3–6 เดือนเป็นจุดเริ่มต้นในการประเมิน ไม่ใช่เกณฑ์ตายตัวสำหรับทุกกิจการ
ตัวอย่าง หากธุรกิจมีค่าใช้จ่ายจำเป็นเดือนละ 100,000 บาท เงินสำรองสำหรับ 3 เดือนจะเท่ากับ 300,000 บาท
ธุรกิจที่มีรายได้ไม่แน่นอน มีฤดูกาลขาย หรือมีลูกค้ารายใหญ่เพียงไม่กี่ราย อาจจำเป็นต้องสำรองเงินมากกว่านั้น
งบการเงินช่วยวางแผนทางการเงินได้อย่างไร?
งบการเงินเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับประเมินผลการดำเนินงานและฐานะการเงินของธุรกิจ
งบกำไรขาดทุน ช่วยให้ทราบรายได้ ต้นทุน ค่าใช้จ่าย และผลกำไรหรือขาดทุนในรอบระยะเวลา
งบแสดงฐานะการเงิน แสดงสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของ ณ วันใดวันหนึ่ง
งบกระแสเงินสด แสดงการเคลื่อนไหวของเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน การลงทุน และการจัดหาเงิน
แม้กิจการบางประเภทจะไม่ได้มีหน้าที่จัดทำงบกระแสเงินสดตามมาตรฐานที่ใช้บังคับ แต่การจัดทำรายงานกระแสเงินสดเพื่อบริหารภายในก็ยังมีประโยชน์ต่อการตัดสินใจ
วางแผนภาษีเกี่ยวข้องกับการวางแผนทางการเงินอย่างไร?
ภาษีเป็นภาระทางการเงินที่ธุรกิจต้องเตรียมเงินให้เพียงพอเมื่อถึงกำหนดชำระ
การวางแผนภาษีจึงควรเชื่อมโยงกับการจัดทำบัญชี การประมาณการกำไร การตรวจสอบเอกสาร และการกำหนดช่วงเวลาที่ต้องจ่ายภาษี ตัวอย่างเช่น บริษัทที่คาดว่าจะมีกำไรควรประเมินภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลล่วงหน้า ไม่ควรรอจนถึงกำหนดยื่นแบบแล้วจึงหาเงินมาชำระ
ทั้งนี้ การวางแผนภาษีควรเป็นการใช้สิทธิและจัดการภาระภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
5 ข้อผิดพลาดที่ทำให้ธุรกิจวางแผนการเงินไม่สำเร็จ
- ดูยอดขายแทนเงินสดจริง ทำให้ประเมินความสามารถในการจ่ายเงินผิดพลาด
- ไม่แยกเงินส่วนตัวกับเงินธุรกิจ ทำให้ติดตามต้นทุนและเงินสดของกิจการได้ยาก
- ไม่มีประมาณการเงินสดล่วงหน้า จึงไม่ทราบว่าช่วงใดจะมีเงินขาดมือ
- ไม่เตรียมเงินสำหรับภาษีและหนี้สิน ทำให้เกิดภาระเงินก้อนเมื่อถึงกำหนด
- จัดทำงบประมาณแต่ไม่ติดตามผล ทำให้ไม่สามารถปรับแผนเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการวางแผนทางการเงิน
แหล่งอ้างอิงหลัก
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) — เครื่องมือทางการเงินสำหรับผู้ประกอบการ SME และแนวทางบริหารกระแสเงินสด
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) — องค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการประกอบธุรกิจ การบริหารเงินทุนหมุนเวียน และการจัดการสภาพคล่อง
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) — มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for NPAEs)
ปรึกษาทีมงาน KPCS Accounting
แจ้งบริการที่ต้องการหรือข้อมูลเบื้องต้นของกิจการ ทีมงานจะติดต่อกลับเพื่อแนะนำบริการและประเมินขอบเขตงานที่เหมาะสม
