การเฉลี่ยภาษีซื้อ คืออะไร? วิธีคำนวณ VAT และเกณฑ์รายได้ 90%

บริษัทที่มีรายได้ทั้งจากกิจการที่ต้องเสีย VAT และกิจการที่ไม่ต้องเสีย VAT อาจไม่สามารถนำภาษีซื้อทั้งหมดมาหักภาษีขายได้ บทความนี้อธิบายหลักเกณฑ์การเฉลี่ยภาษีซื้อ วิธีคำนวณตามสัดส่วนรายได้ การใช้เกณฑ์ 90% และข้อควรระวังในการยื่นภาษี

สรุปสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการเฉลี่ยภาษีซื้อ
การเฉลี่ยภาษีซื้อ คือ การแบ่งภาษีซื้อที่เกิดจากค่าใช้จ่ายร่วมกันระหว่างกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และกิจการที่ไม่ต้องเสีย VAT เพื่อคำนวณว่าภาษีซื้อส่วนใดสามารถนำไปหักจากภาษีขายได้ หากแยกการใช้สินค้าหรือบริการได้ชัดเจนให้จัดสรรตามการใช้งานจริง แต่หากแยกไม่ได้ต้องใช้วิธีเฉลี่ยตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร โดยทั่วไปอาศัยสัดส่วนรายได้ และมีเงื่อนไขพิเศษสำหรับกิจการเริ่มต้น กิจการที่มีสัดส่วนรายได้ไม่น้อยกว่า 90% และภาษีซื้อจากอาคาร

การเฉลี่ยภาษีซื้อ คืออะไร?

การเฉลี่ยภาษีซื้อ (Input VAT Apportionment) คือ การคำนวณแบ่งภาษีซื้อจากการซื้อสินค้าหรือรับบริการที่ใช้ร่วมกันในกิจการสองประเภท ได้แก่ กิจการที่ต้องเสีย VAT และกิจการที่ไม่ต้องเสีย VAT
หลักการนี้มีขึ้นเพื่อให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มนำภาษีซื้อไปหักจากภาษีขายได้เฉพาะส่วนที่กฎหมายอนุญาต
ตัวอย่างเช่น บริษัทดำเนินธุรกิจขายสินค้าที่ต้องเสีย VAT ควบคู่กับการขายสินค้าที่ได้รับยกเว้น VAT โดยใช้สำนักงาน พนักงาน และระบบบัญชีร่วมกัน ภาษีซื้อจากค่าใช้จ่ายส่วนกลางบางรายการจึงอาจต้องเฉลี่ยตามสัดส่วนรายได้
กฎหมายสำคัญที่เกี่ยวข้องคือมาตรา 82/6 แห่งประมวลรัษฎากร และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 29

กิจการแบบไหนต้องเฉลี่ยภาษีซื้อ?

กิจการที่อาจต้องเฉลี่ยภาษีซื้อมีลักษณะสำคัญดังนี้

  • เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT
  • ประกอบกิจการทั้งประเภทที่ต้องเสีย VAT และประเภทที่ไม่ต้องเสีย VAT
  • มีการซื้อสินค้าหรือรับบริการที่ใช้ร่วมกันในกิจการทั้งสองประเภท
  • ไม่สามารถแยกได้ชัดเจนว่าภาษีซื้อรายการนั้นเป็นของกิจการประเภทใด

ตัวอย่างเช่น บริษัทมีธุรกิจจำหน่ายสินค้าที่เสีย VAT และจำหน่ายสินค้าที่ได้รับยกเว้น VAT โดยใช้สำนักงานเดียวกัน
หากมีค่าเช่าสำนักงาน ค่าสาธารณูปโภค หรือค่าบริการระบบบัญชีที่เกี่ยวข้องกับทั้งสองกิจการ อาจต้องนำภาษีซื้อจากค่าใช้จ่ายเหล่านั้นมาเฉลี่ย
ข้อสำคัญ: การมีรายได้หลายประเภทไม่ได้หมายความว่าต้องเฉลี่ยภาษีซื้อทุกใบกำกับภาษี ต้องตรวจสอบการนำสินค้าหรือบริการไปใช้ก่อน

ภาษีซื้อแบบไหนต้องเฉลี่ย และแบบไหนไม่ต้องเฉลี่ย?

สามารถแบ่งภาษีซื้อออกเป็นสามกลุ่มหลัก

ใช้เฉพาะกิจการที่ต้องเสีย VAT

นำไปหักภาษีขายได้ หากไม่เป็นภาษีซื้อต้องห้ามและเข้าเงื่อนไขกฎหมาย

ใช้เฉพาะกิจการที่ไม่ต้องเสีย VAT

ไม่สามารถนำไปหักภาษีขาย

ใช้ร่วมกันทั้งสองกิจการและแยกไม่ได้

ต้องเฉลี่ยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

ตัวอย่างเช่น บริษัทซื้อวัตถุดิบสำหรับผลิตสินค้าที่ต้องเสีย VAT โดยเฉพาะ ภาษีซื้อจากวัตถุดิบดังกล่าวไม่จำเป็นต้องนำมาเฉลี่ยเพียงเพราะบริษัทมีรายได้อีกส่วนที่ได้รับยกเว้น VAT
ในทางกลับกัน ภาษีซื้อจากค่าบริการสำนักงานส่วนกลางที่ใช้ร่วมกันและไม่สามารถแยกได้ชัดเจน อาจต้องเฉลี่ยตามสัดส่วนรายได้

วิธีเฉลี่ยภาษีซื้อตามสัดส่วนรายได้

สำหรับค่าใช้จ่ายร่วมที่ไม่สามารถแยกการใช้งานได้ชัดเจน หลักเกณฑ์ทั่วไปใช้สัดส่วนรายได้ของกิจการที่ต้องเสีย VAT เทียบกับรายได้รวมของกิจการทั้งสองประเภท

สูตรการเฉลี่ยภาษีซื้อ

สัดส่วนกิจการ VAT (%) = รายได้กิจการที่ต้องเสีย VAT ÷ รายได้รวมของกิจการ × 100
ภาษีซื้อที่เฉลี่ยหักได้ = ภาษีซื้อที่ต้องเฉลี่ย × สัดส่วนกิจการ VAT
การเลือกช่วงรายได้ที่นำมาใช้คำนวณต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร เช่น รายได้ของปีที่ผ่านมา หรือประมาณการรายได้สำหรับกิจการที่เข้าเงื่อนไข

ตัวอย่างการคำนวณการเฉลี่ยภาษีซื้อ

สมมติว่าบริษัทมีรายได้ในปีที่ผ่านมา ดังนี้

รายได้จากกิจการที่ต้องเสีย VAT

8,000,000 บาท

รายได้จากกิจการที่ไม่ต้องเสีย VAT

2,000,000 บาท

รายได้รวม

10,000,000 บาท

ภาษีซื้อจากค่าใช้จ่ายร่วมที่ต้องเฉลี่ย

70,000 บาท

สัดส่วนกิจการ VAT เท่ากับ
8,000,000 ÷ 10,000,000 × 100 = 80%
ดังนั้น
ภาษีซื้อที่เฉลี่ยหักได้ = 70,000 × 80% = 56,000 บาท
ภาษีซื้อส่วนที่ไม่สามารถนำไปหักภาษีขายได้ = 70,000 − 56,000 = 14,000 บาท
ในตัวอย่างนี้ บริษัทสามารถนำภาษีซื้อ 56,000 บาทไปหักภาษีขายได้ตามเงื่อนไขกฎหมาย ส่วนอีก 14,000 บาทไม่สามารถนำไปหักภาษีขาย และต้องพิจารณาการบันทึกบัญชีและภาษีเงินได้นิติบุคคลให้ถูกต้อง
ตัวอย่างนี้เป็นการคำนวณตามสัดส่วนรายได้ทั่วไป โดยสมมติว่ารายการภาษีซื้อมีสิทธิเฉลี่ยและไม่มีเงื่อนไขพิเศษอื่น

ความรู้จากประสบการณ์ที่นำมาใช้กับทุกบทความ

ด้วยประสบการณ์ด้านบัญชีและภาษีมากกว่า 30 ปี KPCS Accounting นำความเข้าใจจากการดูแลธุรกิจจริงมาถ่ายทอดเป็นบทความด้านบัญชี ภาษี กฎหมายธุรกิจ
และเรื่องสำคัญสำหรับผู้ประกอบการเนื้อหาถูกจัดทำให้เข้าใจง่าย และเชื่อมโยงกับสถานการณ์ที่ผู้ประกอบการพบในการดำเนินธุรกิจ
เพื่อช่วยให้สามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจและเตรียมความพร้อมได้อย่างเหมาะสม

เกณฑ์รายได้ 90% สำหรับการเฉลี่ยภาษีซื้อคืออะไร?

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับที่ 29 กำหนดทางเลือกสำหรับผู้ประกอบการบางกรณี หากรายได้ของปีที่ผ่านมาจากกิจการประเภทใดประเภทหนึ่งมีสัดส่วนไม่น้อยกว่า 90% ของรายได้รวม

กรณีรายได้กิจการ VAT ไม่น้อยกว่า 90%

ผู้ประกอบการอาจเลือกนำภาษีซื้อที่อยู่ในข่ายต้องเฉลี่ยทั้งจำนวนไปหักภาษีขายได้ ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
ตัวอย่างเช่น บริษัทมีรายได้จากกิจการ VAT 95% และรายได้จากกิจการที่ไม่ต้องเสีย VAT 5% อาจใช้สิทธิเลือกตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว

กรณีรายได้กิจการที่ไม่ต้องเสีย VAT ไม่น้อยกว่า 90%

ผู้ประกอบการอาจเลือกไม่นำภาษีซื้อที่อยู่ในข่ายต้องเฉลี่ยทั้งหมดไปหักภาษีขาย แต่ให้นำไปรวมเป็นต้นทุนทรัพย์สินหรือรายจ่ายของกิจการตามเงื่อนไข
ข้อควรระวัง: เกณฑ์ 90% ไม่ได้หมายความว่าภาษีซื้อทุกประเภทของบริษัทสามารถหักได้ทั้งหมด เพราะภาษีซื้อที่ใช้เฉพาะกิจการที่ไม่ต้องเสีย VAT และภาษีซื้อต้องห้ามยังต้องพิจารณาแยกต่างหาก อีกทั้งการเลือกวิธีตามเกณฑ์นี้มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการใช้วิธีอย่างต่อเนื่องและการเปลี่ยนแปลงวิธีปฏิบัติ

กิจการเปิดใหม่ ยังไม่มีรายได้ ต้องเฉลี่ยภาษีซื้ออย่างไร?

กิจการที่เริ่มประกอบธุรกิจหรือยังไม่มีรายได้ อาจต้องใช้ประมาณการรายได้ของกิจการทั้งสองประเภทสำหรับปีที่เริ่มมีรายได้เป็นฐานในการเฉลี่ยภาษีซื้อ ตามหลักเกณฑ์เฉพาะสำหรับกิจการเริ่มต้น ภาษีซื้อที่เฉลี่ยได้ตามประมาณการและนำไปหักภาษีขายต้องไม่เกินกึ่งหนึ่งของภาษีซื้อที่นำมาเฉลี่ย
เมื่อถึงปีที่เริ่มมีรายได้ตามความหมายของประกาศ ผู้ประกอบการต้องตรวจสอบและปรับปรุงภาษีซื้อตามรายได้ที่เกิดขึ้นจริงภายใต้หลักเกณฑ์ที่กำหนด ดังนั้น บริษัทเปิดใหม่ไม่ควรนำสูตรเฉลี่ยตามรายได้ทั่วไปมาใช้โดยไม่ตรวจสอบเงื่อนไขสำหรับกิจการเริ่มต้น

ต้องปรับปรุงภาษีซื้อเมื่อสิ้นปีหรือไม่?

ขึ้นอยู่กับวิธีเฉลี่ยภาษีซื้อที่ผู้ประกอบการเลือกใช้และเงื่อนไขของกิจการ
สำหรับกิจการที่มีรายได้ของปีที่ผ่านมาแล้ว หลักเกณฑ์เปิดให้เลือกวิธีเฉลี่ยตามสัดส่วนรายได้ของปีที่ผ่านมาโดยไม่ปรับปรุงภายหลัง หรือวิธีที่มีการปรับปรุงตามรายได้จริงเมื่อสิ้นปีตามเงื่อนไขที่กำหนด
กิจการที่เริ่มมีรายได้และใช้ประมาณการรายได้มีหลักเกณฑ์การปรับปรุงเฉพาะ
จึงควรบันทึกวิธีที่กิจการเลือกใช้ไว้ให้ชัดเจนและปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ

แบบ ภ.พ.30.2 เกี่ยวข้องกับการเฉลี่ยภาษีซื้ออย่างไร?

แบบ ภ.พ.30.2 เป็นแบบที่เกี่ยวข้องกับการแจ้งหรือคำนวณข้อมูลการเฉลี่ยภาษีซื้อตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร
ข้อมูลที่เกี่ยวข้องอาจประกอบด้วย

  • ประมาณการรายได้หรือรายได้ของปีที่ผ่านมา
  • รายได้จากกิจการที่ต้องเสีย VAT
  • ภาษีซื้อที่มีสิทธิเฉลี่ย
  • ภาษีซื้อที่เฉลี่ยได้ตามสัดส่วนรายได้
  • ข้อมูลการปรับปรุงภาษีซื้อตามรายได้จริง เมื่อเข้าเงื่อนไข

การใช้แบบ ภ.พ.30.2 ไม่ได้ทดแทนหน้าที่ยื่นแบบ ภ.พ.30 รายเดือน ผู้ประกอบการต้องตรวจสอบว่ากรณีของตนมีหน้าที่ใช้แบบใดและเมื่อใด

การเฉลี่ยภาษีซื้อจากอาคารและพื้นที่สำนักงาน

กรณีภาษีซื้อจากการก่อสร้างอาคารเพื่อใช้ในกิจการที่ต้องเสีย VAT และกิจการที่ไม่ต้องเสีย VAT มีหลักเกณฑ์เฉพาะเกี่ยวกับการเฉลี่ยตามพื้นที่การใช้อาคาร
ตัวอย่างเช่น บริษัทสร้างอาคารสำนักงานเพื่อใช้เป็นพื้นที่ดำเนินกิจการสองประเภท หากสามารถระบุพื้นที่ที่ใช้สำหรับแต่ละกิจการได้ อาจต้องใช้สัดส่วนพื้นที่ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
หากไม่สามารถประมาณการการใช้พื้นที่ได้ ต้องพิจารณาวิธีเฉลี่ยที่กฎหมายกำหนดสำหรับกรณีนั้น
ไม่ควรนำเกณฑ์รายได้ 90% ไปใช้กับภาษีซื้อจากการก่อสร้างอาคารโดยอัตโนมัติ เพราะมีข้อกำหนดเฉพาะที่แตกต่างจากภาษีซื้อจากค่าใช้จ่ายดำเนินงานทั่วไป

ภาษีซื้อที่เฉลี่ยแล้วหักไม่ได้ บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายได้หรือไม่?

ภาษีซื้อส่วนที่เฉลี่ยเป็นของกิจการที่ไม่ต้องเสีย VAT ไม่สามารถนำไปหักภาษีขายได้ แต่การนำไปบันทึกเป็นต้นทุนหรือรายจ่ายต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ทางบัญชีและภาษีเงินได้นิติบุคคล
โดยทั่วไปต้องแยกว่าเป็นภาษีซื้อที่เกี่ยวข้องกับการได้มาของสินทรัพย์ หรือเป็นภาษีซื้อจากค่าใช้จ่ายดำเนินงาน
ภาษีซื้อส่วนที่ไม่สามารถหักได้ตามการเฉลี่ยที่ถูกต้องอาจมีการรับรู้เป็นต้นทุนหรือรายจ่ายตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต่างจากภาษีซื้อต้องห้ามบางประเภทที่กฎหมายไม่อนุญาตให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ

เอกสารที่ควรเตรียมสำหรับการเฉลี่ยภาษีซื้อ

  • รายงานภาษีซื้อและใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง
  • รายงานรายได้ของกิจการที่ต้องเสีย VAT
  • รายงานรายได้ของกิจการที่ไม่ต้องเสีย VAT
  • รายละเอียดค่าใช้จ่ายที่ใช้ร่วมกัน
  • หลักฐานการแยกการใช้สินค้าหรือบริการตามกิจการ
  • เอกสารคำนวณสัดส่วนรายได้และภาษีซื้อที่เฉลี่ย
  • แบบ ภ.พ.30 และ ภ.พ.30.2 ที่เกี่ยวข้อง
  • เอกสารเกี่ยวกับการเลือกวิธีเฉลี่ยและการปรับปรุงภาษีซื้อ

ขั้นตอนตรวจสอบการเฉลี่ยภาษีซื้อของบริษัท

  • จำแนกกิจการ ว่ารายได้ประเภทใดอยู่ในระบบ VAT และประเภทใดไม่ต้องเสีย VAT
  • ตรวจสอบภาษีซื้อ แยกรายการที่ใช้เฉพาะกิจการและรายการที่ใช้ร่วมกัน
  • เลือกวิธีเฉลี่ย ตรวจสอบหลักเกณฑ์รายได้ ปีที่เริ่มกิจการ และเงื่อนไขเฉพาะ
  • คำนวณภาษีซื้อ หาจำนวนที่หักภาษีขายได้ พร้อมจัดทำหลักฐานประกอบ
  • ตรวจสอบการยื่นแบบ และการปรับปรุงภาษีซื้อเมื่อถึงกำหนด

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการเฉลี่ยภาษีซื้อ

  • นำภาษีซื้อทุกใบมาเฉลี่ยโดยไม่แยกการใช้งานจริง
  • นำภาษีซื้อทั้งหมดไปหักภาษีขาย ทั้งที่มีรายได้จากกิจการที่ไม่ต้องเสีย VAT
  • ใช้รายได้เดือนปัจจุบันเป็นสัดส่วนโดยไม่ตรวจสอบหลักเกณฑ์
  • เข้าใจว่าเกณฑ์ 90% ใช้กับภาษีซื้อทุกประเภท
  • ใช้วิธีเฉลี่ยของกิจการทั่วไปกับภาษีซื้อจากอาคาร
  • ไม่ปรับปรุงภาษีซื้อในกรณีที่กฎหมายกำหนด
  • บันทึกภาษีซื้อที่หักไม่ได้เป็นรายจ่ายโดยไม่ตรวจสอบข้อกำหนดภาษีเงินได้นิติบุคคล

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเฉลี่ยภาษีซื้อ

A: คือการแบ่งภาษีซื้อจากค่าใช้จ่ายที่ใช้ร่วมกันในกิจการที่ต้องเสีย VAT และกิจการที่ไม่ต้องเสีย VAT เพื่อคำนวณส่วนที่สามารถนำไปหักภาษีขายได้ตามกฎหมาย

A: บริษัทที่จดทะเบียน VAT และประกอบกิจการทั้งประเภทที่ต้องเสีย VAT และไม่ต้องเสีย VAT โดยมีภาษีซื้อจากการซื้อสินค้าหรือบริการที่ใช้ร่วมกันและไม่สามารถแยกการใช้งานได้ชัดเจน

A: โดยทั่วไปใช้ภาษีซื้อที่ต้องเฉลี่ยคูณสัดส่วนรายได้ของกิจการที่ต้องเสีย VAT ต่อรายได้รวมของกิจการ แต่ต้องตรวจสอบช่วงรายได้และวิธีคำนวณตามหลักเกณฑ์ที่ใช้กับกิจการนั้น

A: ไม่ต้องทุกใบ หากภาษีซื้อใช้เฉพาะกิจการที่ต้องเสีย VAT หรือเฉพาะกิจการที่ไม่ต้องเสีย VAT และแยกได้ชัดเจน ให้จัดสรรตามการใช้งานจริง เฉพาะภาษีซื้อร่วมที่แยกไม่ได้จึงเข้าสู่การเฉลี่ย

A: ผู้ประกอบการอาจเลือกนำภาษีซื้อที่อยู่ในข่ายต้องเฉลี่ยทั้งจำนวนไปหักภาษีขายได้ หากเข้าเงื่อนไขตามประกาศกรมสรรพากร แต่ไม่ได้หมายความว่าภาษีซื้อต้องห้ามหรือภาษีซื้อของกิจการที่ไม่ต้องเสีย VAT โดยเฉพาะจะหักได้

A: อาจเลือกไม่นำภาษีซื้อที่อยู่ในข่ายต้องเฉลี่ยทั้งหมดไปหักภาษีขาย และนำไปเป็นต้นทุนหรือรายจ่ายตามหลักเกณฑ์ โดยต้องตรวจสอบเงื่อนไขการเลือกวิธีและการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง

A: หากเป็นกิจการที่มีทั้งประเภท VAT และ Non-VAT และมีภาษีซื้อร่วมที่ต้องเฉลี่ย อาจต้องใช้ประมาณการรายได้ตามหลักเกณฑ์สำหรับกิจการเริ่มต้น โดยมีข้อจำกัดจำนวนภาษีซื้อที่นำไปหักได้

A: หากค่าเช่าหรือค่าบริการนั้นมีภาษีซื้อที่ถูกต้องตามกฎหมาย และใช้ร่วมกันในกิจการทั้งสองประเภทโดยแยกไม่ได้ อาจต้องเฉลี่ย ทั้งนี้ ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์บางประเภทได้รับยกเว้น VAT จึงต้องตรวจสอบลักษณะรายการก่อน

A: หากใช้ร่วมกันในกิจการ VAT และ Non-VAT และไม่สามารถแยกการใช้งานได้ชัดเจน ภาษีซื้อที่เข้าเงื่อนไขอาจต้องเฉลี่ยตามหลักเกณฑ์

A: มีหลักเกณฑ์เฉพาะสำหรับภาษีซื้อจากการก่อสร้างอาคาร โดยต้องพิจารณาการใช้พื้นที่ของกิจการแต่ละประเภทและเงื่อนไขที่กำหนด ไม่ควรใช้สูตรสัดส่วนรายได้ทั่วไปโดยอัตโนมัติ

A: ต้องพิจารณาว่าเกี่ยวข้องกับต้นทุนสินทรัพย์หรือค่าใช้จ่ายดำเนินงาน และเป็นภาษีซื้อประเภทใด เพราะหลักเกณฑ์ทางบัญชีและภาษีเงินได้นิติบุคคลแตกต่างกัน

A: ไม่ใช่ทุกบริษัท ขึ้นอยู่กับวิธีเฉลี่ยที่เลือกและเงื่อนไขของกิจการ บางวิธีไม่ต้องปรับปรุงภายหลัง ขณะที่บางวิธีต้องปรับปรุงตามรายได้จริง

A: เป็นแบบที่เกี่ยวข้องกับการเฉลี่ยภาษีซื้อ ใช้แสดงข้อมูลสัดส่วนรายได้ ภาษีซื้อที่เฉลี่ย และรายการปรับปรุงตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

A: ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ยังมีหน้าที่ยื่น ภ.พ.30 ตามปกติ ส่วนการใช้ ภ.พ.30.2 ต้องพิจารณาตามกรณีที่กฎหมายกำหนด

A: สำหรับรายการที่แยกการใช้ได้ชัดเจน ไม่ต้องนำมาเฉลี่ยตามสัดส่วนรายได้ แต่ต้องมีหลักฐานสนับสนุนการจัดสรร และตรวจสอบสิทธิหักภาษีซื้อของรายการนั้น

A: ควรตรวจสอบวิธีเฉลี่ยที่กิจการเลือกใช้และช่วงเวลาที่คำนวณผิด จากนั้นประเมินว่าต้องปรับปรุงภาษีซื้อหรือแก้ไขแบบภาษีที่ยื่นไปแล้วหรือไม่

A: ต้องตรวจสอบลักษณะรายได้และกิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้นั้นตามหลักเกณฑ์และคำวินิจฉัยของกรมสรรพากร ไม่ควรนำรายได้ที่ไม่เสีย VAT ทุกรายการมารวมเป็นฐานเฉลี่ยโดยอัตโนมัติ

A: มีผลได้ เพราะภาษีซื้อส่วนที่หักจากภาษีขายไม่ได้อาจเกี่ยวข้องกับการรับรู้ต้นทุนหรือรายจ่ายของกิจการ จึงต้องตรวจสอบการบันทึกบัญชีและข้อกำหนดภาษีเงินได้นิติบุคคลด้วย

แหล่งอ้างอิงหลัก

กรมสรรพากร — ประมวลรัษฎากร มาตรา 82/6 ว่าด้วยการเฉลี่ยภาษีซื้อ
กรมสรรพากร — ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 29) เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการเฉลี่ยภาษีซื้อ
กรมสรรพากร — ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) เรื่องภาษีซื้อที่ไม่ให้นำไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม
กรมสรรพากร — คำแนะนำการกรอกและยื่นแบบ ภ.พ.30.2 ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2568
กรมสรรพากร — ข้อหารือเกี่ยวกับการเฉลี่ยภาษีซื้อและการเปลี่ยนแปลงวิธีเฉลี่ยภาษีซื้อ

ปรึกษาทีมงาน KPCS Accounting

แจ้งบริการที่ต้องการหรือข้อมูลเบื้องต้นของกิจการ ทีมงานจะติดต่อกลับเพื่อแนะนำบริการและประเมินขอบเขตงานที่เหมาะสม