การเฉลี่ยภาษีซื้อ คืออะไร? วิธีคำนวณ VAT และเกณฑ์รายได้ 90%
บริษัทที่มีรายได้ทั้งจากกิจการที่ต้องเสีย VAT และกิจการที่ไม่ต้องเสีย VAT อาจไม่สามารถนำภาษีซื้อทั้งหมดมาหักภาษีขายได้ บทความนี้อธิบายหลักเกณฑ์การเฉลี่ยภาษีซื้อ วิธีคำนวณตามสัดส่วนรายได้ การใช้เกณฑ์ 90% และข้อควรระวังในการยื่นภาษี
สรุปสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการเฉลี่ยภาษีซื้อ
การเฉลี่ยภาษีซื้อ คือ การแบ่งภาษีซื้อที่เกิดจากค่าใช้จ่ายร่วมกันระหว่างกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และกิจการที่ไม่ต้องเสีย VAT เพื่อคำนวณว่าภาษีซื้อส่วนใดสามารถนำไปหักจากภาษีขายได้ หากแยกการใช้สินค้าหรือบริการได้ชัดเจนให้จัดสรรตามการใช้งานจริง แต่หากแยกไม่ได้ต้องใช้วิธีเฉลี่ยตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร โดยทั่วไปอาศัยสัดส่วนรายได้ และมีเงื่อนไขพิเศษสำหรับกิจการเริ่มต้น กิจการที่มีสัดส่วนรายได้ไม่น้อยกว่า 90% และภาษีซื้อจากอาคาร
การเฉลี่ยภาษีซื้อ คืออะไร?
การเฉลี่ยภาษีซื้อ (Input VAT Apportionment) คือ การคำนวณแบ่งภาษีซื้อจากการซื้อสินค้าหรือรับบริการที่ใช้ร่วมกันในกิจการสองประเภท ได้แก่ กิจการที่ต้องเสีย VAT และกิจการที่ไม่ต้องเสีย VAT
หลักการนี้มีขึ้นเพื่อให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มนำภาษีซื้อไปหักจากภาษีขายได้เฉพาะส่วนที่กฎหมายอนุญาต
ตัวอย่างเช่น บริษัทดำเนินธุรกิจขายสินค้าที่ต้องเสีย VAT ควบคู่กับการขายสินค้าที่ได้รับยกเว้น VAT โดยใช้สำนักงาน พนักงาน และระบบบัญชีร่วมกัน ภาษีซื้อจากค่าใช้จ่ายส่วนกลางบางรายการจึงอาจต้องเฉลี่ยตามสัดส่วนรายได้
กฎหมายสำคัญที่เกี่ยวข้องคือมาตรา 82/6 แห่งประมวลรัษฎากร และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 29
กิจการแบบไหนต้องเฉลี่ยภาษีซื้อ?
กิจการที่อาจต้องเฉลี่ยภาษีซื้อมีลักษณะสำคัญดังนี้
- เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT
- ประกอบกิจการทั้งประเภทที่ต้องเสีย VAT และประเภทที่ไม่ต้องเสีย VAT
- มีการซื้อสินค้าหรือรับบริการที่ใช้ร่วมกันในกิจการทั้งสองประเภท
- ไม่สามารถแยกได้ชัดเจนว่าภาษีซื้อรายการนั้นเป็นของกิจการประเภทใด
ตัวอย่างเช่น บริษัทมีธุรกิจจำหน่ายสินค้าที่เสีย VAT และจำหน่ายสินค้าที่ได้รับยกเว้น VAT โดยใช้สำนักงานเดียวกัน
หากมีค่าเช่าสำนักงาน ค่าสาธารณูปโภค หรือค่าบริการระบบบัญชีที่เกี่ยวข้องกับทั้งสองกิจการ อาจต้องนำภาษีซื้อจากค่าใช้จ่ายเหล่านั้นมาเฉลี่ย
ข้อสำคัญ: การมีรายได้หลายประเภทไม่ได้หมายความว่าต้องเฉลี่ยภาษีซื้อทุกใบกำกับภาษี ต้องตรวจสอบการนำสินค้าหรือบริการไปใช้ก่อน
ภาษีซื้อแบบไหนต้องเฉลี่ย และแบบไหนไม่ต้องเฉลี่ย?
สามารถแบ่งภาษีซื้อออกเป็นสามกลุ่มหลัก
ประเภทภาษีซื้อ | วิธีปฏิบัติ |
ใช้เฉพาะกิจการที่ต้องเสีย VAT | นำไปหักภาษีขายได้ หากไม่เป็นภาษีซื้อต้องห้ามและเข้าเงื่อนไขกฎหมาย |
ใช้เฉพาะกิจการที่ไม่ต้องเสีย VAT | ไม่สามารถนำไปหักภาษีขาย |
ใช้ร่วมกันทั้งสองกิจการและแยกไม่ได้ | ต้องเฉลี่ยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด |
ตัวอย่างเช่น บริษัทซื้อวัตถุดิบสำหรับผลิตสินค้าที่ต้องเสีย VAT โดยเฉพาะ ภาษีซื้อจากวัตถุดิบดังกล่าวไม่จำเป็นต้องนำมาเฉลี่ยเพียงเพราะบริษัทมีรายได้อีกส่วนที่ได้รับยกเว้น VAT
ในทางกลับกัน ภาษีซื้อจากค่าบริการสำนักงานส่วนกลางที่ใช้ร่วมกันและไม่สามารถแยกได้ชัดเจน อาจต้องเฉลี่ยตามสัดส่วนรายได้
วิธีเฉลี่ยภาษีซื้อตามสัดส่วนรายได้
สำหรับค่าใช้จ่ายร่วมที่ไม่สามารถแยกการใช้งานได้ชัดเจน หลักเกณฑ์ทั่วไปใช้สัดส่วนรายได้ของกิจการที่ต้องเสีย VAT เทียบกับรายได้รวมของกิจการทั้งสองประเภท
สูตรการเฉลี่ยภาษีซื้อ
สัดส่วนกิจการ VAT (%) = รายได้กิจการที่ต้องเสีย VAT ÷ รายได้รวมของกิจการ × 100
ภาษีซื้อที่เฉลี่ยหักได้ = ภาษีซื้อที่ต้องเฉลี่ย × สัดส่วนกิจการ VAT
การเลือกช่วงรายได้ที่นำมาใช้คำนวณต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร เช่น รายได้ของปีที่ผ่านมา หรือประมาณการรายได้สำหรับกิจการที่เข้าเงื่อนไข
ตัวอย่างการคำนวณการเฉลี่ยภาษีซื้อ
สมมติว่าบริษัทมีรายได้ในปีที่ผ่านมา ดังนี้
รายการ | จำนวนเงิน |
รายได้จากกิจการที่ต้องเสีย VAT | 8,000,000 บาท |
รายได้จากกิจการที่ไม่ต้องเสีย VAT | 2,000,000 บาท |
รายได้รวม | 10,000,000 บาท |
ภาษีซื้อจากค่าใช้จ่ายร่วมที่ต้องเฉลี่ย | 70,000 บาท |
สัดส่วนกิจการ VAT เท่ากับ
8,000,000 ÷ 10,000,000 × 100 = 80%
ดังนั้น
ภาษีซื้อที่เฉลี่ยหักได้ = 70,000 × 80% = 56,000 บาท
ภาษีซื้อส่วนที่ไม่สามารถนำไปหักภาษีขายได้ = 70,000 − 56,000 = 14,000 บาท
ในตัวอย่างนี้ บริษัทสามารถนำภาษีซื้อ 56,000 บาทไปหักภาษีขายได้ตามเงื่อนไขกฎหมาย ส่วนอีก 14,000 บาทไม่สามารถนำไปหักภาษีขาย และต้องพิจารณาการบันทึกบัญชีและภาษีเงินได้นิติบุคคลให้ถูกต้อง
ตัวอย่างนี้เป็นการคำนวณตามสัดส่วนรายได้ทั่วไป โดยสมมติว่ารายการภาษีซื้อมีสิทธิเฉลี่ยและไม่มีเงื่อนไขพิเศษอื่น
ความรู้จากประสบการณ์ที่นำมาใช้กับทุกบทความ
ด้วยประสบการณ์ด้านบัญชีและภาษีมากกว่า 30 ปี KPCS Accounting นำความเข้าใจจากการดูแลธุรกิจจริงมาถ่ายทอดเป็นบทความด้านบัญชี ภาษี กฎหมายธุรกิจ
และเรื่องสำคัญสำหรับผู้ประกอบการเนื้อหาถูกจัดทำให้เข้าใจง่าย และเชื่อมโยงกับสถานการณ์ที่ผู้ประกอบการพบในการดำเนินธุรกิจ
เพื่อช่วยให้สามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจและเตรียมความพร้อมได้อย่างเหมาะสม
เกณฑ์รายได้ 90% สำหรับการเฉลี่ยภาษีซื้อคืออะไร?
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับที่ 29 กำหนดทางเลือกสำหรับผู้ประกอบการบางกรณี หากรายได้ของปีที่ผ่านมาจากกิจการประเภทใดประเภทหนึ่งมีสัดส่วนไม่น้อยกว่า 90% ของรายได้รวม
กรณีรายได้กิจการ VAT ไม่น้อยกว่า 90%
ผู้ประกอบการอาจเลือกนำภาษีซื้อที่อยู่ในข่ายต้องเฉลี่ยทั้งจำนวนไปหักภาษีขายได้ ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
ตัวอย่างเช่น บริษัทมีรายได้จากกิจการ VAT 95% และรายได้จากกิจการที่ไม่ต้องเสีย VAT 5% อาจใช้สิทธิเลือกตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว
กรณีรายได้กิจการที่ไม่ต้องเสีย VAT ไม่น้อยกว่า 90%
ผู้ประกอบการอาจเลือกไม่นำภาษีซื้อที่อยู่ในข่ายต้องเฉลี่ยทั้งหมดไปหักภาษีขาย แต่ให้นำไปรวมเป็นต้นทุนทรัพย์สินหรือรายจ่ายของกิจการตามเงื่อนไข
ข้อควรระวัง: เกณฑ์ 90% ไม่ได้หมายความว่าภาษีซื้อทุกประเภทของบริษัทสามารถหักได้ทั้งหมด เพราะภาษีซื้อที่ใช้เฉพาะกิจการที่ไม่ต้องเสีย VAT และภาษีซื้อต้องห้ามยังต้องพิจารณาแยกต่างหาก อีกทั้งการเลือกวิธีตามเกณฑ์นี้มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการใช้วิธีอย่างต่อเนื่องและการเปลี่ยนแปลงวิธีปฏิบัติ
กิจการเปิดใหม่ ยังไม่มีรายได้ ต้องเฉลี่ยภาษีซื้ออย่างไร?
กิจการที่เริ่มประกอบธุรกิจหรือยังไม่มีรายได้ อาจต้องใช้ประมาณการรายได้ของกิจการทั้งสองประเภทสำหรับปีที่เริ่มมีรายได้เป็นฐานในการเฉลี่ยภาษีซื้อ ตามหลักเกณฑ์เฉพาะสำหรับกิจการเริ่มต้น ภาษีซื้อที่เฉลี่ยได้ตามประมาณการและนำไปหักภาษีขายต้องไม่เกินกึ่งหนึ่งของภาษีซื้อที่นำมาเฉลี่ย
เมื่อถึงปีที่เริ่มมีรายได้ตามความหมายของประกาศ ผู้ประกอบการต้องตรวจสอบและปรับปรุงภาษีซื้อตามรายได้ที่เกิดขึ้นจริงภายใต้หลักเกณฑ์ที่กำหนด ดังนั้น บริษัทเปิดใหม่ไม่ควรนำสูตรเฉลี่ยตามรายได้ทั่วไปมาใช้โดยไม่ตรวจสอบเงื่อนไขสำหรับกิจการเริ่มต้น
ต้องปรับปรุงภาษีซื้อเมื่อสิ้นปีหรือไม่?
ขึ้นอยู่กับวิธีเฉลี่ยภาษีซื้อที่ผู้ประกอบการเลือกใช้และเงื่อนไขของกิจการ
สำหรับกิจการที่มีรายได้ของปีที่ผ่านมาแล้ว หลักเกณฑ์เปิดให้เลือกวิธีเฉลี่ยตามสัดส่วนรายได้ของปีที่ผ่านมาโดยไม่ปรับปรุงภายหลัง หรือวิธีที่มีการปรับปรุงตามรายได้จริงเมื่อสิ้นปีตามเงื่อนไขที่กำหนด
กิจการที่เริ่มมีรายได้และใช้ประมาณการรายได้มีหลักเกณฑ์การปรับปรุงเฉพาะ
จึงควรบันทึกวิธีที่กิจการเลือกใช้ไว้ให้ชัดเจนและปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ
แบบ ภ.พ.30.2 เกี่ยวข้องกับการเฉลี่ยภาษีซื้ออย่างไร?
แบบ ภ.พ.30.2 เป็นแบบที่เกี่ยวข้องกับการแจ้งหรือคำนวณข้อมูลการเฉลี่ยภาษีซื้อตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร
ข้อมูลที่เกี่ยวข้องอาจประกอบด้วย
- ประมาณการรายได้หรือรายได้ของปีที่ผ่านมา
- รายได้จากกิจการที่ต้องเสีย VAT
- ภาษีซื้อที่มีสิทธิเฉลี่ย
- ภาษีซื้อที่เฉลี่ยได้ตามสัดส่วนรายได้
- ข้อมูลการปรับปรุงภาษีซื้อตามรายได้จริง เมื่อเข้าเงื่อนไข
การใช้แบบ ภ.พ.30.2 ไม่ได้ทดแทนหน้าที่ยื่นแบบ ภ.พ.30 รายเดือน ผู้ประกอบการต้องตรวจสอบว่ากรณีของตนมีหน้าที่ใช้แบบใดและเมื่อใด
การเฉลี่ยภาษีซื้อจากอาคารและพื้นที่สำนักงาน
กรณีภาษีซื้อจากการก่อสร้างอาคารเพื่อใช้ในกิจการที่ต้องเสีย VAT และกิจการที่ไม่ต้องเสีย VAT มีหลักเกณฑ์เฉพาะเกี่ยวกับการเฉลี่ยตามพื้นที่การใช้อาคาร
ตัวอย่างเช่น บริษัทสร้างอาคารสำนักงานเพื่อใช้เป็นพื้นที่ดำเนินกิจการสองประเภท หากสามารถระบุพื้นที่ที่ใช้สำหรับแต่ละกิจการได้ อาจต้องใช้สัดส่วนพื้นที่ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
หากไม่สามารถประมาณการการใช้พื้นที่ได้ ต้องพิจารณาวิธีเฉลี่ยที่กฎหมายกำหนดสำหรับกรณีนั้น
ไม่ควรนำเกณฑ์รายได้ 90% ไปใช้กับภาษีซื้อจากการก่อสร้างอาคารโดยอัตโนมัติ เพราะมีข้อกำหนดเฉพาะที่แตกต่างจากภาษีซื้อจากค่าใช้จ่ายดำเนินงานทั่วไป
ภาษีซื้อที่เฉลี่ยแล้วหักไม่ได้ บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายได้หรือไม่?
ภาษีซื้อส่วนที่เฉลี่ยเป็นของกิจการที่ไม่ต้องเสีย VAT ไม่สามารถนำไปหักภาษีขายได้ แต่การนำไปบันทึกเป็นต้นทุนหรือรายจ่ายต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ทางบัญชีและภาษีเงินได้นิติบุคคล
โดยทั่วไปต้องแยกว่าเป็นภาษีซื้อที่เกี่ยวข้องกับการได้มาของสินทรัพย์ หรือเป็นภาษีซื้อจากค่าใช้จ่ายดำเนินงาน
ภาษีซื้อส่วนที่ไม่สามารถหักได้ตามการเฉลี่ยที่ถูกต้องอาจมีการรับรู้เป็นต้นทุนหรือรายจ่ายตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต่างจากภาษีซื้อต้องห้ามบางประเภทที่กฎหมายไม่อนุญาตให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ
เอกสารที่ควรเตรียมสำหรับการเฉลี่ยภาษีซื้อ
- รายงานภาษีซื้อและใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง
- รายงานรายได้ของกิจการที่ต้องเสีย VAT
- รายงานรายได้ของกิจการที่ไม่ต้องเสีย VAT
- รายละเอียดค่าใช้จ่ายที่ใช้ร่วมกัน
- หลักฐานการแยกการใช้สินค้าหรือบริการตามกิจการ
- เอกสารคำนวณสัดส่วนรายได้และภาษีซื้อที่เฉลี่ย
- แบบ ภ.พ.30 และ ภ.พ.30.2 ที่เกี่ยวข้อง
- เอกสารเกี่ยวกับการเลือกวิธีเฉลี่ยและการปรับปรุงภาษีซื้อ
ขั้นตอนตรวจสอบการเฉลี่ยภาษีซื้อของบริษัท
- จำแนกกิจการ ว่ารายได้ประเภทใดอยู่ในระบบ VAT และประเภทใดไม่ต้องเสีย VAT
- ตรวจสอบภาษีซื้อ แยกรายการที่ใช้เฉพาะกิจการและรายการที่ใช้ร่วมกัน
- เลือกวิธีเฉลี่ย ตรวจสอบหลักเกณฑ์รายได้ ปีที่เริ่มกิจการ และเงื่อนไขเฉพาะ
- คำนวณภาษีซื้อ หาจำนวนที่หักภาษีขายได้ พร้อมจัดทำหลักฐานประกอบ
- ตรวจสอบการยื่นแบบ และการปรับปรุงภาษีซื้อเมื่อถึงกำหนด
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการเฉลี่ยภาษีซื้อ
- นำภาษีซื้อทุกใบมาเฉลี่ยโดยไม่แยกการใช้งานจริง
- นำภาษีซื้อทั้งหมดไปหักภาษีขาย ทั้งที่มีรายได้จากกิจการที่ไม่ต้องเสีย VAT
- ใช้รายได้เดือนปัจจุบันเป็นสัดส่วนโดยไม่ตรวจสอบหลักเกณฑ์
- เข้าใจว่าเกณฑ์ 90% ใช้กับภาษีซื้อทุกประเภท
- ใช้วิธีเฉลี่ยของกิจการทั่วไปกับภาษีซื้อจากอาคาร
- ไม่ปรับปรุงภาษีซื้อในกรณีที่กฎหมายกำหนด
- บันทึกภาษีซื้อที่หักไม่ได้เป็นรายจ่ายโดยไม่ตรวจสอบข้อกำหนดภาษีเงินได้นิติบุคคล
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเฉลี่ยภาษีซื้อ
แหล่งอ้างอิงหลัก
กรมสรรพากร — ประมวลรัษฎากร มาตรา 82/6 ว่าด้วยการเฉลี่ยภาษีซื้อ
กรมสรรพากร — ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 29) เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการเฉลี่ยภาษีซื้อ
กรมสรรพากร — ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) เรื่องภาษีซื้อที่ไม่ให้นำไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม
กรมสรรพากร — คำแนะนำการกรอกและยื่นแบบ ภ.พ.30.2 ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2568
กรมสรรพากร — ข้อหารือเกี่ยวกับการเฉลี่ยภาษีซื้อและการเปลี่ยนแปลงวิธีเฉลี่ยภาษีซื้อ
ปรึกษาทีมงาน KPCS Accounting
แจ้งบริการที่ต้องการหรือข้อมูลเบื้องต้นของกิจการ ทีมงานจะติดต่อกลับเพื่อแนะนำบริการและประเมินขอบเขตงานที่เหมาะสม
