5 วิธีเลือกสำนักงานบัญชีให้เหมาะกับบริษัทและธุรกิจ SME

กำลังมองหาสำนักงานบัญชีสำหรับบริษัทเปิดใหม่ ห้างหุ้นส่วน หรือกำลังคิดเปลี่ยนสำนักงานบัญชีเดิม? การเลือกผู้ให้บริการที่เหมาะสมไม่ได้ดูเพียงค่าบริการรายเดือน แต่ควรพิจารณาความเชี่ยวชาญ ขอบเขตงาน การสื่อสาร และความรับผิดชอบ เพื่อให้การจัดทำบัญชีและภาษีของธุรกิจดำเนินไปอย่างถูกต้องและเป็นระบบ

สรุปวิธีเลือกสำนักงานบัญชีที่เหมาะกับธุรกิจ
การเลือกสำนักงานบัญชีควรพิจารณา 5 เรื่องสำคัญ ได้แก่ คุณสมบัติและความน่าเชื่อถือของผู้ทำบัญชี ประสบการณ์ที่เหมาะกับประเภทธุรกิจ ขอบเขตบริการบัญชีและภาษี ความชัดเจนของค่าบริการ และระบบการสื่อสารกับลูกค้า สำนักงานบัญชีที่เหมาะสมควรช่วยให้บริษัทจัดทำเอกสารทางบัญชีได้เป็นระบบ ยื่นภาษีตามหน้าที่ และมีข้อมูลทางการเงินที่นำไปใช้บริหารธุรกิจได้ ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะสำนักงานบัญชีที่เสนอราคาต่ำที่สุด

สำนักงานบัญชีคืออะไร และทำหน้าที่อะไร?

สำนักงานบัญชี (Accounting Firm) คือ ผู้ให้บริการด้านการจัดทำบัญชีและงานที่เกี่ยวข้องกับบัญชีและภาษีแก่ผู้ประกอบการ บริษัท และห้างหุ้นส่วน โดยขอบเขตบริการขึ้นอยู่กับข้อตกลงระหว่างสำนักงานบัญชีกับลูกค้า
บริการที่พบได้ทั่วไป ได้แก่

  • บันทึกรายการบัญชีจากเอกสารของกิจการ
  • จัดทำรายงานทางบัญชีและงบการเงิน
  • จัดเตรียมและยื่นแบบภาษีตามที่ตกลง
  • ตรวจสอบความครบถ้วนของเอกสารประกอบบัญชี
  • ประสานงานกับผู้สอบบัญชี
  • ให้คำแนะนำด้านระบบเอกสารและการจัดทำบัญชี

อย่างไรก็ตาม สำนักงานบัญชีแต่ละแห่งอาจมีขอบเขตบริการแตกต่างกัน เช่น บางแห่งรับทำบัญชีรายเดือน แต่ไม่รวมงานเงินเดือน ประกันสังคม หรือการประสานงานตรวจสอบบัญชี
จึงควรตรวจสอบรายละเอียดบริการก่อนทำสัญญา

ทำไมการเลือกสำนักงานบัญชีจึงสำคัญต่อธุรกิจ?

บริษัทและห้างหุ้นส่วนมีหน้าที่จัดทำบัญชีและดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แม้จะว่าจ้างสำนักงานบัญชีภายนอก ผู้ประกอบการก็ยังมีความรับผิดชอบในฐานะผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี
หากเลือกสำนักงานบัญชีที่ไม่เหมาะสม อาจเกิดปัญหา เช่น เอกสารไม่ครบ การบันทึกบัญชีล่าช้า การสื่อสารไม่ชัดเจน หรือไม่ทราบสถานะการยื่นภาษี ในทางกลับกัน การมีสำนักงานบัญชีที่ทำงานเป็นระบบจะช่วยให้ผู้ประกอบการติดตามข้อมูลทางการเงิน จัดเตรียมเอกสาร และวางแผนงานบัญชีได้สะดวกขึ้น

5 วิธีเลือกสำนักงานบัญชีให้เหมาะกับธุรกิจ

1. ตรวจสอบคุณสมบัติและความน่าเชื่อถือของผู้ทำบัญชี
สิ่งแรกที่ควรตรวจสอบคือสำนักงานบัญชีมีผู้ทำบัญชีที่มีคุณสมบัติตามกฎหมายและสามารถรับผิดชอบงานบัญชีของกิจการได้หรือไม่ ผู้ทำบัญชีต้องมีคุณสมบัติและปฏิบัติตามเงื่อนไขของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า รวมถึงข้อกำหนดด้านวิชาชีพบัญชีที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการควรสอบถามว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบบัญชีของบริษัท มีประสบการณ์ทำบัญชีประเภทใด และมีขั้นตอนตรวจสอบความถูกต้องก่อนยื่นภาษีอย่างไร

ข้อควรทราบ: ผู้ทำบัญชีกับผู้สอบบัญชีเป็นคนละบทบาท การจัดทำบัญชีไม่ได้หมายความว่าสำนักงานบัญชีนั้นสามารถลงนามตรวจสอบงบการเงินได้เองทุกกรณี

2. เลือกสำนักงานบัญชีที่เข้าใจประเภทธุรกิจของคุณ
ธุรกิจแต่ละประเภทมีลักษณะการบันทึกบัญชีและภาษีแตกต่างกัน เช่น

บริษัทเปิดใหม่

การเริ่มจัดทำบัญชีและการเตรียมเอกสาร

ธุรกิจซื้อขายสินค้า

การจัดการสต๊อกสินค้าและต้นทุนขาย

ธุรกิจบริการ

การรับรู้รายได้และภาษีหัก ณ ที่จ่าย

ธุรกิจออนไลน์

การกระทบยอดรายรับจากหลายช่องทาง

ธุรกิจนำเข้าและส่งออก

เอกสารศุลกากร ภาษี และต้นทุนสินค้า

ธุรกิจที่มีพนักงาน

เงินเดือน ภาษีเงินได้พนักงาน และประกันสังคม

ไม่จำเป็นต้องเลือกสำนักงานบัญชีที่เคยทำทุกธุรกิจ แต่ควรเลือกผู้ให้บริการที่เข้าใจรูปแบบรายได้ ค่าใช้จ่าย และเอกสารของกิจการคุณ

3. ตรวจสอบขอบเขตบริการบัญชีและภาษีให้ชัดเจน
ก่อนตัดสินใจจ้าง ควรถามว่างานใดรวมอยู่ในค่าบริการรายเดือน และงานใดต้องจ่ายเพิ่มเติม
ตัวอย่างบริการที่ควรตรวจสอบ ได้แก่

  • บันทึกบัญชีรายเดือน
  • จัดทำและยื่นแบบ ภ.พ.30
  • จัดทำและยื่นแบบภาษีหัก ณ ที่จ่าย
  • จัดทำงบการเงินประจำปี
  • จัดทำแบบ ภ.ง.ด.50 และ ภ.ง.ด.51
  • งานเงินเดือนและประกันสังคม
  • ประสานงานกับผู้สอบบัญชี
  • ให้คำปรึกษาเมื่อมีปัญหาทางบัญชีหรือภาษี

บางรายการอาจไม่มีหน้าที่ยื่นในทุกกิจการ และบางบริการอาจไม่รวมอยู่ในแพ็กเกจปกติ
การระบุขอบเขตงานให้ชัดเจนตั้งแต่แรกจะช่วยลดความเข้าใจผิดภายหลัง

4. เปรียบเทียบค่าบริการกับปริมาณงาน ไม่ใช่ดูแค่ราคาถูก
ค่าบริการสำนักงานบัญชีขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น จำนวนเอกสารต่อเดือน ประเภทกิจการ ความซับซ้อนของรายการบัญชี จำนวนพนักงาน และบริการเพิ่มเติม
บริษัทที่มีเอกสารเพียงไม่กี่รายการต่อเดือนอาจมีค่าบริการต่างจากบริษัทที่มีรายการซื้อขายจำนวนมากหรือมีธุรกรรมหลายประเภท ก่อนเปรียบเทียบราคา ควรสอบถามให้ชัดเจนว่าราคาที่เสนอรวมบริการใดบ้าง และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในกรณีใด
ตัวอย่าง: สำนักงานบัญชี A เสนอค่าบริการต่ำกว่า แต่ไม่รวมงานปิดงบและการยื่นภาษีประจำปี ขณะที่สำนักงานบัญชี B เสนอราคาสูงกว่าแต่รวมงานดังกล่าวบางส่วน การเปรียบเทียบจึงควรดูต้นทุนรวมทั้งปีควบคู่กับคุณภาพและขอบเขตงาน

5. เลือกสำนักงานบัญชีที่สื่อสารชัดเจนและติดตามงานได้
การทำบัญชีต้องอาศัยข้อมูลจากทั้งผู้ประกอบการและสำนักงานบัญชี หากไม่มีระบบประสานงานที่ดี อาจเกิดความล่าช้าในการส่งเอกสารหรือแก้ไขข้อมูล ควรพิจารณาว่าสำนักงานบัญชีมีช่องทางติดต่อที่ชัดเจนหรือไม่ แจ้งรายการเอกสารที่ต้องส่งอย่างไร และมีการติดตามเอกสารที่ขาดหรือไม่ นอกจากนี้ ควรสอบถามว่าจะได้รับข้อมูลหรือรายงานอะไรกลับมาบ้าง เช่น สรุปรายการภาษี สถานะการยื่นแบบ หรือข้อมูลบัญชีที่ช่วยให้ผู้ประกอบการติดตามผลการดำเนินงาน
สำนักงานบัญชีที่เหมาะสมควรอธิบายเรื่องบัญชีและภาษีให้เข้าใจได้ ไม่ใช่เพียงรับเอกสารแล้วติดต่อกันอีกครั้งเมื่อถึงช่วงปิดงบ

ความรู้จากประสบการณ์ที่นำมาใช้กับทุกบทความ

ด้วยประสบการณ์ด้านบัญชีและภาษีมากกว่า 30 ปี KPCS Accounting นำความเข้าใจจากการดูแลธุรกิจจริงมาถ่ายทอดเป็นบทความด้านบัญชี ภาษี กฎหมายธุรกิจ
และเรื่องสำคัญสำหรับผู้ประกอบการเนื้อหาถูกจัดทำให้เข้าใจง่าย และเชื่อมโยงกับสถานการณ์ที่ผู้ประกอบการพบในการดำเนินธุรกิจ
เพื่อช่วยให้สามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจและเตรียมความพร้อมได้อย่างเหมาะสม

ก่อนจ้างสำนักงานบัญชี ควรถามอะไรบ้าง?

ก่อนตัดสินใจ ผู้ประกอบการควรสอบถามข้อมูลอย่างน้อยดังนี้

  • ใครเป็นผู้ทำบัญชีและรับผิดชอบงานของบริษัท?
  • ค่าบริการรายเดือนรวมงานอะไรบ้าง?
  • งานปิดงบและยื่นภาษีประจำปีคิดค่าบริการเพิ่มเติมหรือไม่?
  • ต้องส่งเอกสารภายในวันที่เท่าไรของแต่ละเดือน?
  • มีการตรวจสอบและแจ้งเอกสารที่ขาดอย่างไร?
  • สามารถติดตามสถานะการยื่นภาษีได้หรือไม่?
  • หากมีคำถามทางบัญชีหรือภาษี ติดต่อใครและผ่านช่องทางใด?
  • หากต้องการเปลี่ยนสำนักงานบัญชี มีขั้นตอนส่งมอบข้อมูลอย่างไร?

คำถามเหล่านี้ช่วยให้เปรียบเทียบผู้ให้บริการจากรูปแบบการทำงานจริง ไม่ใช่จากราคาเพียงอย่างเดียว

สำนักงานบัญชีรายเดือนกับการจ้างทำบัญชีรายปี ต่างกันอย่างไร?

การใช้บริการบัญชีรายเดือนเน้นการจัดทำบัญชีและติดตามเอกสารอย่างต่อเนื่องตามขอบเขตงานที่ตกลง ขณะที่บริการบัญชีรายปีอาจมุ่งเน้นการรวบรวมรายการเพื่อจัดทำงบการเงินและงานภาษีประจำปี

การรับเอกสาร

เป็นรอบรายเดือน

ตามรอบที่ตกลง

การติดตามรายการบัญชี

ต่อเนื่อง

อาจรวบรวมเป็นช่วง

การตรวจสอบเอกสารที่ขาด

ทำได้ระหว่างปี

อาจพบเมื่อรวบรวมเอกสาร

ความเหมาะสม

กิจการที่ต้องการดูแลสม่ำเสมอ

ขึ้นกับปริมาณรายการและขอบเขตงาน

ทั้งนี้ การจ้างทำบัญชีรายปีไม่ได้ยกเว้นหน้าที่จัดทำบัญชีหรือยื่นภาษีรายเดือนที่กิจการมีตามกฎหมาย

บริษัทเปิดใหม่ควรจ้างสำนักงานบัญชีตั้งแต่เมื่อไร?

บริษัทเปิดใหม่ควรเตรียมระบบบัญชีและการจัดเก็บเอกสารตั้งแต่เริ่มดำเนินกิจการ เพื่อให้สามารถบันทึกรายการได้ถูกต้องและติดตามหน้าที่ทางภาษีได้ทันเวลา การรอจนถึงช่วงปิดงบอาจทำให้ต้องย้อนกลับมารวบรวมเอกสารจำนวนมาก และเพิ่มความเสี่ยงที่ข้อมูลบางรายการจะไม่ครบถ้วน
หากยังไม่มีรายได้ ก็ควรตรวจสอบหน้าที่จัดทำบัญชีและการยื่นแบบตามสถานะของบริษัท ไม่ควรสรุปว่าไม่มีรายได้แล้วไม่ต้องดำเนินการใด ๆ

เปลี่ยนสำนักงานบัญชีเดิม ต้องเตรียมอะไรบ้าง?

หากต้องการเปลี่ยนสำนักงานบัญชี ควรวางแผนส่งมอบข้อมูลก่อนเริ่มงานกับสำนักงานแห่งใหม่
เอกสารสำคัญที่ควรตรวจสอบ ได้แก่

  • งบการเงินและรายละเอียดประกอบงบของปีก่อน
  • งบทดลองและบัญชีแยกประเภท
  • รายงานภาษีซื้อและภาษีขาย
  • แบบภาษีที่ยื่นไปแล้วและหลักฐานการชำระ
  • รายละเอียดลูกหนี้ เจ้าหนี้ สินค้าคงเหลือ และสินทรัพย์
  • เอกสารบริษัทและข้อมูลที่จำเป็นสำหรับงานบัญชี
  • สถานะรายการบัญชีที่ยังดำเนินการไม่เสร็จ

ควรตกลงให้ชัดเจนว่าสำนักงานเดิมรับผิดชอบงานถึงเดือนไหน และสำนักงานใหม่เริ่มรับผิดชอบเมื่อใด เพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดช่วงของงาน

สำนักงานบัญชีใกล้บริษัทจำเป็นหรือไม่?

สำนักงานบัญชีที่อยู่ใกล้บริษัทอาจสะดวกต่อการส่งเอกสารหรือประชุมงาน แต่ระยะทางไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ใช้ตัดสินใจ
ปัจจุบันผู้ประกอบการสามารถใช้ระบบส่งเอกสารออนไลน์และสื่อสารผ่านช่องทางดิจิทัลได้ หากสำนักงานบัญชีมีระบบรับเอกสารและติดตามงานที่เหมาะสม
สิ่งที่ควรพิจารณาร่วมกันคือความน่าเชื่อถือ การตอบคำถาม ความปลอดภัยของข้อมูล และความสะดวกในการทำงานร่วมกัน

สัญญาณที่ควรพิจารณาเปลี่ยนสำนักงานบัญชี

หากใช้บริการสำนักงานบัญชีอยู่แล้ว แต่พบปัญหาต่อเนื่อง ควรประเมินว่ารูปแบบการทำงานยังเหมาะกับบริษัทหรือไม่
ตัวอย่างปัญหาที่ควรตรวจสอบ ได้แก่

  • ติดต่อผู้รับผิดชอบงานได้ยากเป็นประจำ
  • ไม่ทราบสถานะการยื่นภาษีหรือการจัดทำบัญชี
  • พบรายการเอกสารขาดจำนวนมากเมื่อใกล้ปิดงบ
  • ไม่มีความชัดเจนเรื่องขอบเขตงานและค่าบริการ
  • ไม่สามารถขอข้อมูลบัญชีหรือเอกสารที่จำเป็นได้ตามสมควร
  • ปัญหาเดิมเกิดซ้ำโดยไม่มีแนวทางปรับปรุง

ก่อนเปลี่ยนผู้ให้บริการ ควรสอบถามและเปิดโอกาสให้สำนักงานเดิมชี้แจงหรือแก้ไขปัญหา พร้อมตรวจสอบเงื่อนไขสัญญาและแผนส่งมอบงาน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการเลือกสำนักงานบัญชี

การเลือกสำนักงานบัญชีโดยพิจารณาเพียงราคาถูกที่สุด อาจทำให้ไม่ได้ตรวจสอบขอบเขตงานและความเหมาะสมกับธุรกิจ อีกปัญหาหนึ่งคือการไม่กำหนดผู้ประสานงานและรอบส่งเอกสาร ส่งผลให้สำนักงานบัญชีได้รับข้อมูลล่าช้าและไม่สามารถดำเนินงานได้ตามแผน
ผู้ประกอบการจึงควรประเมินทั้งคุณสมบัติของผู้ทำบัญชี คุณภาพการบริการ ความชัดเจนของสัญญา และความร่วมมือระหว่างสองฝ่าย

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเลือกสำนักงานบัญชี

A: ควรตรวจสอบคุณสมบัติผู้ทำบัญชี ประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ขอบเขตบริการ ค่าบริการรวมทั้งปี และระบบสื่อสารติดตามงาน ก่อนเปรียบเทียบและตัดสินใจ

A: ควรมีผู้ทำบัญชีที่มีคุณสมบัติตามกฎหมาย ทำงานตามมาตรฐานวิชาชีพ มีขอบเขตบริการชัดเจน รักษาความลับข้อมูล และสามารถอธิบายงานบัญชีและภาษีให้ลูกค้าเข้าใจได้

A: ราคาขึ้นอยู่กับจำนวนเอกสาร ประเภทธุรกิจ ความซับซ้อนของรายการบัญชี และบริการที่รวมอยู่ในแพ็กเกจ ควรขอใบเสนอราคาโดยแจ้งรายละเอียดกิจการให้ครบก่อนเปรียบเทียบ

A: ราคาถูกไม่ได้หมายความว่าบริการไม่ดี แต่ควรตรวจสอบว่างานที่ได้รับครอบคลุมความต้องการหรือไม่ รวมถึงค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับงานปิดงบ ยื่นภาษี และบริการอื่น

A: บริษัทมีหน้าที่จัดทำบัญชีตามกฎหมาย และต้องจัดให้มีผู้ทำบัญชีที่มีคุณสมบัติ แต่ไม่จำเป็นต้องว่าจ้างสำนักงานบัญชีภายนอกเสมอไป หากมีบุคลากรที่มีคุณสมบัติและสามารถปฏิบัติงานได้ถูกต้อง

A: บริษัทที่ไม่มีรายได้ยังมีหน้าที่ทางบัญชีและการยื่นเอกสารตามกฎหมายในหลายกรณี การใช้สำนักงานบัญชีภายนอกเป็นทางเลือกหนึ่ง แต่ควรตรวจสอบหน้าที่จริงของบริษัทก่อนตัดสินใจ

A: ขึ้นอยู่กับสัญญาบริการ อาจรวม VAT ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้นิติบุคคล และงานภาษีอื่นที่เกี่ยวข้องกับกิจการ ควรตรวจสอบว่าแต่ละแบบรวมอยู่ในค่าบริการหรือไม่

A: หลายแห่งให้บริการจัดทำงบการเงินประจำปี แต่บางแห่งคิดค่าบริการแยกจากงานบัญชีรายเดือน และการตรวจสอบงบการเงินโดยผู้สอบบัญชีเป็นอีกงานหนึ่งที่ต้องพิจารณาตามกฎหมาย

A: สำนักงานบัญชีให้บริการจัดทำบัญชีตามขอบเขตงาน ส่วนผู้สอบบัญชีมีหน้าที่ตรวจสอบและแสดงความเห็นต่องบการเงินตามมาตรฐานและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ผู้ทำบัญชีไม่ได้มีอำนาจลงนามตรวจสอบงบการเงินโดยอัตโนมัติ

A: สามารถตรวจสอบข้อมูลที่เกี่ยวข้องผ่านระบบบริการผู้ทำบัญชีของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และสอบถามชื่อผู้รับผิดชอบงานบัญชีจากสำนักงานที่กำลังพิจารณา

A: ยังต้องรับผิดชอบตามหน้าที่ของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี การจ้างผู้ให้บริการภายนอกไม่ได้ทำให้หน้าที่ตามกฎหมายของบริษัทหรือผู้เกี่ยวข้องหมดไป

A: โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องอยู่จังหวัดเดียวกัน หากสามารถจัดการเอกสาร ประสานงาน และดำเนินการตามหน้าที่ได้อย่างเหมาะสม แต่ควรพิจารณาความสะดวกในการทำงานร่วมกัน

A: ควรเลือกตามลักษณะธุรกิจและความพร้อมในการจัดส่งเอกสาร ทั้งสองรูปแบบสามารถให้บริการได้ดีหากมีระบบตรวจสอบข้อมูล ความปลอดภัย และผู้รับผิดชอบงานที่ชัดเจน

A: สามารถเปลี่ยนได้ โดยควรวางแผนส่งมอบเอกสารและกำหนดเดือนที่แต่ละฝ่ายรับผิดชอบให้ชัดเจน รวมถึงตรวจสอบเงื่อนไขในสัญญาเดิม

A: ควรตรวจสอบข้อตกลงการให้บริการ ทำหนังสือหรือข้อความขอส่งมอบเอกสารโดยระบุรายการและกำหนดเวลา และเก็บหลักฐานการติดต่อ หากมีข้อพิพาทควรขอคำปรึกษาทางกฎหมายตามข้อเท็จจริง

A: ควรขอข้อมูลบัญชีล่าสุด งบทดลอง บัญชีแยกประเภท รายงานภาษี แบบภาษีที่ยื่นแล้ว รายละเอียดสินทรัพย์ ลูกหนี้ เจ้าหนี้ และเอกสารที่จำเป็นต่อการทำงานต่อเนื่อง

A: สำนักงานบัญชีสามารถช่วยตรวจสอบสิทธิและแนวทางวางแผนภาษีที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ไม่ควรรับประกันว่าจะลดภาษีได้ทุกกรณี เพราะขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของกิจการและหลักเกณฑ์ภาษี

A: ควรพิจารณาเมื่อมีปัญหาด้านคุณภาพงาน การสื่อสาร หรือขอบเขตบริการที่ไม่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง โดยควรจัดการงานค้างและวางแผนส่งมอบข้อมูลก่อนเปลี่ยน

เลือกสำนักงานบัญชีให้เหมาะกับธุรกิจ ควรเริ่มจากอะไร?

การเลือกสำนักงานบัญชีไม่ควรพิจารณาเพียงค่าบริการรายเดือน แต่ควรให้ความสำคัญกับคุณสมบัติผู้ทำบัญชี ความเข้าใจในธุรกิจ ขอบเขตบริการ ความชัดเจนของค่าใช้จ่าย และการสื่อสารระหว่างผู้ประกอบการกับผู้ให้บริการ
สำนักงานบัญชีที่เหมาะสมจะช่วยให้การจัดทำบัญชีและภาษีเป็นระบบมากขึ้น ลดปัญหาจากเอกสารที่ไม่ครบ และช่วยให้เจ้าของกิจการมีข้อมูลสำหรับติดตามสถานะทางการเงินของธุรกิจ
สำนักงานบัญชี KPCS Accounting ให้บริการรับทำบัญชีรายเดือนและงานภาษีสำหรับบริษัท ห้างหุ้นส่วน และผู้ประกอบการ พร้อมดูแลการจัดทำเอกสารและประสานงานด้านบัญชีอย่างเป็นระบบ

แหล่งอ้างอิงหลัก

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า — พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า — ประกาศกำหนดคุณสมบัติและเงื่อนไขของการเป็นผู้ทำบัญชี พ.ศ. 2568 (มีผลบังคับใช้วันที่ 1 มกราคม 2569)
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า — ระบบผู้ทำบัญชี e-Accountant และหลักเกณฑ์การแจ้งเป็นผู้ทำบัญชี
สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ — พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 และข้อกำหนดเกี่ยวกับมาตรฐานและจรรยาบรรณวิชาชีพบัญชี

ปรึกษาทีมงาน KPCS Accounting

แจ้งบริการที่ต้องการหรือข้อมูลเบื้องต้นของกิจการ ทีมงานจะติดต่อกลับเพื่อแนะนำบริการและประเมินขอบเขตงานที่เหมาะสม