ค่าตอบแทนการบริหารงาน เสียภาษีอย่างไร? ภาษีเงินได้นิติบุคคล VAT และหัก ณ ที่จ่าย

ค่าตอบแทนการบริหารงานเป็นรายได้จากการให้บริการที่ต้องพิจารณาทั้งภาษีเงินได้นิติบุคคล VAT และภาษีหัก ณ ที่จ่าย ทำความเข้าใจฐานรายได้ ฐาน VAT และเอกสารที่ควรจัดเตรียมให้สอดคล้องกับสัญญา

ค่าตอบแทนการบริหารงาน เสียภาษีอย่างไร? ภาษีเงินได้นิติบุคคล VAT และหัก ณ ที่จ่าย

ธุรกิจจำนวนมากมีการทำสัญญาให้บุคคลหรือบริษัทอื่นเข้ามาบริหารร้านค้า ดูแลการดำเนินงาน จัดการบุคลากร ควบคุมต้นทุน หรือบริหารกิจการบางส่วน แล้วจ่าย ค่าตอบแทนการบริหารงาน หรือ Management Fee คำถามที่มักตามมาคือ เงินก้อนนี้ถือเป็นรายได้แบบใด ต้องเสีย VAT หรือไม่ และผู้จ่ายต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์
คำตอบต้องพิจารณาจาก ลักษณะของสัญญา ผู้จ่าย ผู้รับ และหน้าที่ที่ดำเนินการจริง ไม่ควรดูเพียงชื่อรายการว่า “ค่าบริหาร” อย่างเดียว

สรุปสั้น ๆ ค่าตอบแทนการบริหารงานเสียภาษีอย่างไร?

หากบริษัทได้รับค่าตอบแทนจากการรับบริหารงานให้บริษัทอื่น ค่าตอบแทนนั้นโดยหลักเป็น รายได้จากการประกอบกิจการของบริษัท และต้องนำมารวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีที่เป็นการให้บริการในประเทศไทย การให้บริการบริหารงานยังอยู่ในบังคับภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยฐาน VAT คือมูลค่าทั้งหมดที่ได้รับหรือพึงได้รับจากการให้บริการตามข้อเท็จจริงของสัญญา

ส่วนภาษีหัก ณ ที่จ่าย ต้องดูประเภทค่าตอบแทนและคู่สัญญาอีกครั้ง โดยค่าบริการที่จ่ายให้นิติบุคคลไทยโดยทั่วไปมีหลักเกณฑ์หัก ณ ที่จ่าย 3% เมื่อเข้าเงื่อนไขตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528

ค่าตอบแทนการบริหารงานคืออะไร?

ค่าตอบแทนการบริหารงาน คือค่าตอบแทนที่ผู้ว่าจ้างจ่ายให้ผู้รับจ้างสำหรับการดูแลหรือบริหารงานตามขอบเขตที่กำหนดไว้ในสัญญา
ตัวอย่างเช่น

  • บริหารร้านค้า
  • ดูแลการดำเนินงานประจำวัน
  • ควบคุมมาตรฐานร้าน
  • ดูแลบุคลากร
  • ควบคุมต้นทุน
  • บริหารยอดขาย
  • จัดการระบบงาน
  • ให้บริการบริหารจัดการแก่บริษัทในเครือ

ค่าตอบแทนอาจกำหนดเป็นจำนวนคงที่ หรือคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ตามหลักเกณฑ์ที่คู่สัญญาตกลงกัน

ความรู้จากประสบการณ์ที่นำมาใช้กับทุกบทความ

ด้วยประสบการณ์ด้านบัญชีและภาษีมากกว่า 20 ปี KPCS Accounting นำความเข้าใจจากการดูแลธุรกิจจริงมาถ่ายทอดเป็นบทความด้านบัญชี ภาษี กฎหมายธุรกิจ
และเรื่องสำคัญสำหรับผู้ประกอบการเนื้อหาถูกจัดทำให้เข้าใจง่าย และเชื่อมโยงกับสถานการณ์ที่ผู้ประกอบการพบในการดำเนินธุรกิจ
เพื่อช่วยให้สามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจและเตรียมความพร้อมได้อย่างเหมาะสม

กรมสรรพากรวินิจฉัยเรื่องค่าตอบแทนการบริหารงานอย่างไร?

ข้อหารือกรมสรรพากร กค 0702/2689 เป็นกรณีผู้ประกอบการ 8 รายทำสัญญาบริหารร้านค้าให้บริษัทแห่งหนึ่ง โดยผู้ประกอบการมีหน้าที่บริหารร้านให้เป็นไปตามมาตรฐานและเงื่อนไขที่กำหนด กรมสรรพากรวินิจฉัยว่า สัญญาดังกล่าวเข้าลักษณะ สัญญาจ้างทำของ และค่าตอบแทนการบริหารงานที่ได้รับต้องนำมาถือเป็นรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามเกณฑ์สิทธิ

ดังนั้นบริษัทที่รับบริหารงานไม่ควรมองว่าเงินดังกล่าวเป็นเพียงเงินผ่านบัญชี แต่ต้องพิจารณาว่าเป็นค่าตอบแทนจากการให้บริการของกิจการหรือไม่

ค่าบริหารต้องเสีย VAT หรือไม่?

ในข้อหารือเดียวกัน กรมสรรพากรวินิจฉัยว่า การบริหารร้านค้าเป็น การให้บริการในราชอาณาจักร และอยู่ในบังคับภาษีมูลค่าเพิ่ม มูลค่าฐานภาษีของการให้บริการคือ มูลค่าทั้งหมดที่ผู้ประกอบการได้รับหรือพึงได้รับจากการให้บริการ ตามข้อเท็จจริงและเงื่อนไขในสัญญา จึงไม่ควรนำต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายภายในของผู้รับจ้างมาหักออกจากฐาน VAT โดยอัตโนมัติ เพียงเพราะกิจการมีค่าใช้จ่ายในการบริหารงาน

ค่าบริหารหัก ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์?

สำหรับค่าบริการที่นิติบุคคลจ่ายให้นิติบุคคลไทย เมื่อเข้าหลักเกณฑ์ค่าบริการตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 โดยทั่วไปผู้จ่ายมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย 3% อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้คำว่า “ค่าบริหารทุกกรณีหัก 3%” เป็นกฎตายตัว เพราะต้องตรวจสอบก่อนว่า

  • ผู้รับเงินเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล
  • เป็นค่าบริการจริงหรือไม่
  • คู่สัญญาอยู่ในประเทศไทยหรือต่างประเทศ
  • เป็นเงินเดือน ค่าตอบแทนกรรมการ ค่านายหน้า หรือค่าจ้างประเภทอื่นหรือไม่

ถ้าลักษณะเงินเปลี่ยน ผลทางภาษีก็อาจเปลี่ยนตาม

ค่าตอบแทนการบริหารงานกับค่าตอบแทนกรรมการเหมือนกันหรือไม่?

ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน
ค่าตอบแทนการบริหารงานตามสัญญาระหว่างบริษัทกับผู้ให้บริการ เป็นค่าตอบแทนจากการให้บริการตามขอบเขตงาน
แต่ค่าตอบแทนกรรมการ เงินเดือน โบนัส หรือเงินที่จ่ายให้บุคคลธรรมดา อาจมีสถานะและหลักภาษีที่แตกต่างออกไป
ตรงนี้คือเหตุผลที่บทความใหม่ไม่ควรใช้ชื่อเดิมว่า “ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา” มารวมโดยไม่มีบริบท เพราะข้อหารือหลักที่บทความเดิมนำมาใช้อ้างอิงเป็นกรณี ผู้ประกอบการรับค่าบริหารงานและประเด็นภาษีเงินได้นิติบุคคลกับ VAT โดยตรง

ตัวอย่างการรับค่าบริหารงาน

บริษัท A จ้างบริษัท B ให้ดูแลและบริหารร้านค้า โดยกำหนดค่าบริหารเดือนละ 100,000 บาท
สำหรับบริษัท B เงิน 100,000 บาทเป็นค่าตอบแทนจากการให้บริการตามสัญญา จึงต้องนำมาพิจารณาเป็นรายได้ของกิจการ
หากอยู่ในบังคับ VAT บริษัท B ต้องพิจารณาออกเอกสารภาษีและคิด VAT ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
ขณะที่บริษัท A ในฐานะผู้จ่ายค่าบริการ ต้องพิจารณาหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามสถานะของผู้รับและลักษณะของค่าบริการ
การที่บริษัท A หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ ไม่ได้หมายความว่าบริษัท B จะบันทึกรายได้เฉพาะเงินสุทธิที่ได้รับ เพราะภาษีที่ถูกหักเป็นเครดิตภาษีของผู้รับ ไม่ใช่ส่วนลดค่าบริการ

ถ้ามีค่าใช้จ่ายที่ผู้รับบริหารเป็นคนจ่าย ต้องทำอย่างไร?

ต้องแยกให้ชัดระหว่าง ค่าตอบแทนการบริหารงาน กับ ค่าใช้จ่ายที่จ่ายแทนหรือเรียกคืน เพราะวิธีปฏิบัติทางบัญชีและภาษีอาจไม่เหมือนกัน
ควรดูว่าใครเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายตามสัญญา เอกสารออกในชื่อใคร และจำนวนที่เรียกคืนเป็นเงินจ่ายแทนจริง หรือเป็นส่วนหนึ่งของค่าตอบแทนการให้บริการ
หากแยกสองส่วนนี้ไม่ชัด อาจทำให้รายได้ ฐาน VAT และภาษีหัก ณ ที่จ่ายคลาดเคลื่อนได้

เอกสารที่ควรมี

กิจการที่มีค่าตอบแทนการบริหารงานควรจัดเก็บอย่างน้อย

  • สัญญาบริหารงาน
  • รายละเอียดขอบเขตหน้าที่
  • หลักเกณฑ์คำนวณค่าตอบแทน
  • ใบแจ้งหนี้
  • ใบกำกับภาษี
  • หลักฐานการรับและจ่ายเงิน
  • หนังสือรับรองภาษีหัก ณ ที่จ่าย
  • รายละเอียดค่าใช้จ่ายที่มีการเรียกคืน
  • หลักฐานผลการปฏิบัติงานตามสัญญา

โดยเฉพาะกรณีค่าตอบแทนคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ควรมีหลักฐานแสดงวิธีคำนวณให้ตรวจสอบย้อนกลับได้

สรุป

ค่าตอบแทนการบริหารงานต้องพิจารณาจาก เนื้อหาของสัญญาและการให้บริการจริง
หากเป็นบริษัทรับค่าบริหารงานจากการให้บริการ ค่าตอบแทนนั้นต้องนำมาพิจารณาเป็นรายได้เพื่อคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล และหากการให้บริการอยู่ในบังคับ VAT ก็ต้องนำมาพิจารณาฐานภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย

ส่วนภาษีหัก ณ ที่จ่ายต้องดูสถานะผู้จ่าย ผู้รับ และประเภทของค่าตอบแทน ไม่ควรใช้ชื่อบัญชีเพียงอย่างเดียวในการตัดสิน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่าตอบแทนการบริหารงาน

A: หากบริษัทได้รับค่าตอบแทนจากการรับบริหารงานตามสัญญา ค่าตอบแทนดังกล่าวถือเป็นรายได้ของกิจการและต้องนำมาคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามข้อเท็จจริงของกรณี

A: หากเป็นการให้บริการในประเทศไทยและอยู่ในบังคับ VAT ค่าตอบแทนการบริหารงานเป็นค่าบริการที่ต้องนำมาพิจารณาภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยฐานภาษีคือมูลค่าที่ได้รับหรือพึงได้รับจากการให้บริการ

A: กรณีค่าบริการที่นิติบุคคลจ่ายให้นิติบุคคลไทยและเข้าเงื่อนไขตามคำสั่งกรมสรรพากร โดยทั่วไปพิจารณาหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% แต่ต้องตรวจประเภทเงินและสถานะคู่สัญญาก่อน

A: โดยทั่วไปการหักภาษี ณ ที่จ่ายของค่าบริการพิจารณาจาก ค่าบริการก่อน VAT แต่ควรตรวจลักษณะรายการและเอกสารของธุรกรรมนั้นประกอบ

A: ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน เพราะค่าบริหารตามสัญญาบริการกับค่าตอบแทนที่จ่ายให้กรรมการหรือบุคคลธรรมดาอาจเป็นเงินได้คนละประเภท ต้องพิจารณาสถานะผู้รับและลักษณะงานจริง

ปรึกษาทีมงาน KPCS Accounting

แจ้งบริการที่ต้องการหรือข้อมูลเบื้องต้นของกิจการ ทีมงานจะติดต่อกลับเพื่อแนะนำบริการและประเมินขอบเขตงานที่เหมาะสม